Oct 30, 2008

กำมะหยี่แจ้งข่าว - รายชื่อหนังสือแปลปี 2009

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น (อย่างน้อยก็ในความรู้สึกของชาวพลพรรค) หนังสือที่เราคัดเลือกมาจัดแปลและพิมพ์เสนอได้รับความสนใจจากนักอ่าน ทั้งแฟนเก่า-แฟนใหม่ของฮารูกิ มูราคามิ และ มาร์จอเน่ ซาทราพิ ต่างช่วยกันอุดหนุน เพิ่มกำลังใจให้พวกเรายิ้มกันหน้าบาน เมื่อวานนี้ เจ้าหน้าที่แผนกติดตามลิขสิทธิ์ (พูดเหมือน สนพ.ใหญ่โตมากๆ) แจ้งรายการหนังสือที่เราสามารถ "คว้า" สัญญาลิขสิทธิ์มาได้ เราจึงใคร่นำมาขยายต่อ เพราะข่าวดีอย่างนี้ต้องรีบกระจายให้รู้โดยทั่วกัน


ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี .... หนังสือที่เราจะจัดพิมพ์ในปีหน้า (บางเล่มข้ามไปปีต่อไป)แต่น แตน แต๊นนน... มีดังต่อไปนี้

Gay Vinci Code - ถอดรหัสลับ...เกเก้วินซี่ - Pascal Fioretto
ใครกันหรือที่ลงมือสังหารภัณฑารักษ์แห่งพิพิธภัณฑ์ศิลปะและประเพณีเพศทางเลือก ความลับเลวร้ายใดเล่าที่แอบซ่อนอยู่ กระเทยควายนักฆ่าที่สร้างความหวาดผวาตามห้องซาวน่า บาร์เกย์และเคเอฟซีที่เลส์ อาลล์ ผู้นั้นทำงานให้ใครกัน ชารฺลุส กลฺองดง ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านเกย์ และเซดริก นักข่าวหัวแข็งหลานชายของเขา เข้าจับคดีสืบสวนที่ลึกลับที่สุดเท่าที่เคยมีมา ความลับที่สำคัญที่สุดในโลกซ่อนอยู่ในเพลงของดาลิดาหรือไม่ ผู้คนมากมายผ่านมาให้พานพบ ทั้งนักนิยมเกย์ผู้เคร่งครัด ชายจริงหญิงแท้หัวก้าวหน้า คนหลับหูหลับตากลัวเกย์สุดหัวจิตหัวใจ รวมไปถึงชาวบ้านร้านตลาดที่ไม่ขาดซึ่งความคิดเห็น ... ทุกนายและนางเข้ามาพัวพันกับการผจญภัยไร้สติในสังคมเกย์ ณ กรุงปารีส กับเรื่องราวสืบสวนสอบสวนที่ชวนให้หัวเราะน้ำตาเล็ดน้ำตาไหล


Blind Willow, Sleeping Woman - และรวมเรื่องสั้นอื่นๆ อีกสองเล่ม - Haruki Murakami
"ขอเตือนนักอ่านหน้าใหม่ที่เพิ่งจับหนังสือของฮารูกิ มูราคามิว่า คุณจะหลงมัวเมาเหมือนติดยา ... รวมเรื่องสั้นชุดใหม่ของเขาจะจับคุณจนติดหนับและจับใจกว่าที่ผ่านมา"

—San Francisco Chronicle


What I Talk About When I Talk About Running - Haruki Murakami
บันทึกความทรงจำเกี่ยวกับความรักในการวิ่งระยะไกลของนักเขียน อ่านได้อ่านดี ไม่ว่าจะเป็นนักวิ่งตัวยงหรือนักอ่านทั่วไป แฟนๆ ของฮารูกิ มูราคามิ จะได้ทำความรู้จักกับความคิดและวิธีการคิดของนักเขียนในดวงใจของตน ผ่านรูปแบบการเขียนที่แตกต่างจากนิยายเรื่องยาวและเรื่องสั้นยอดนิยม


Broderies - Marjane Satrapi
เรื่องราวชีวิตรักและครอบครัวของบรรดาหญิงชาวอิหร่านที่มานั่งล้อมวงจิบชาผลัดกันเล่าประสบการณ์ในชีวิต และมุมมองเรื่องรักๆ ของตน รวมทั้งผู้ชายของพวกเธอ วิธีการ "ทำสาว" ปลอมพรหมจรรย์ การถูกจับแต่งงานกับชายแก่หง่อมตั้งแต่ยังไม่แตกเนื้อสาว เจ้าบ่าวจอมปลอมกับเจ้าสาวจอมงก ความรุ่งโรจน์ ความยากลำบาก และอื่นๆ อีกมากมายที่ชวนขำก๊ากจนถึงกระอักอึ้งตะลึงงัน


Poulet aux prunes - Marjane Satrapi
หากอิหร่านและครอบครัวของเธอกลายเป็นหัวข้อหลักในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนก็ได้สร้างวิธีการบรรยายที่สร้างหนังสือที่ดีที่สุดของเธอ โดยนำเราเข้าสู่ช่วงเวลา 8 วัน ก่อนตายของนัสเซอร์ อาลี ข่าน ผู้ตัดสินใจจะจบชีวิตตัวเอง เนื่องจากภรรยาของเขาทำลายเครื่องดนตรีที่หาใดเสมอเหมือนมิได้ลง...


La lenteur - Milan Kundera
"เธอบอกฉันเสมอว่าวันหนึ่งจะเขียนนิยายที่ไม่มีคำไหนจริงจังเลยสักคำเดียว เป็นเรื่องสนุกๆ เพื่อความสำราญใจของเธอเท่านั้น ฉันเกรงว่าเวลานั้นมาถึงแล้ว ฉันแค่อยากจะเตือนเอาไว้ ระวังให้ดี จำที่แม่ของเธอบอกได้หรือเปล่า เธอบอกว่า "มิลานเอ๊ย หยุดทำเรื่องล้อเล่นได้แล้ว ไม่มีใครเข้าใจเจ้าหรอก เจ้าจะหมางใจกับคนทุกคน และสุดท้ายพวกเขาจะเกลียดเจ้า"

ฉันขอเตือนว่า ความจริงจังจะปกป้องคุ้มครองเธอ การขาดความจริงจังจะทอดทิ้งให้เธอยืนร่างเปล่าเปลือยอยู่ตรงหน้าหมาป่า และเธอก็รู้อยู่แก่ใจไม่ใช่เหรอว่าหมาป่ากำลังเฝ้ารอเธออยู่"


L'identité - Milan Kundera
นิยายที่แปลกประหลาดที่สุดของคุนเดรา สไตล์การเขียนตรงไปตรงมาและมีบทบรรยายน้อยกว่านิยายเล่มแรกๆ ของเขา ยิ่งกว่านั้น เรื่องราวยังหลุดโลก เมื่อชายหญิงคู่หนึ่งค่อยๆ เลื่อนไหลสู่โลกจินตนาการ ได้ประสบความรู้สึกและการเดินทางที่เข้าแทรกกลางชีวิตคู่ของทั้งสอง การเคลื่อนเปลี่ยนจากโลกหนึ่งยังอีกโลกหนึ่งนั้นแสนนุ่มนวลเรียบลื่นจนเราไม่อาจแยกแยะโลกจริงออกจากโลกฝัน ด้วยเหตุนี้เองงานเขียนเล่มนี้จึงโดดเด่นไม่เหมือนหนังสือเล่มไหนของนักเขียนเชื้อสายเชคผู้นี้


Grabben i graven bredvid - Katarina Mazetti
นิยายรักดิดอันดับขายดีเป็นประวัติการณ์ในสวีเดน เรื่องราวของหนึ่งสาวกับหนึ่งหนุ่ม ที่มาเจอกันที่ม้านั่งในสุสานที่ฝังร่างสามีของเธอ และแม่ของเขา เธอเป็นสาวชาวเมือง เขาเป็นหนุ่มชาวทุ่ง ความแตกต่างช่างมากมาย ... เมื่อตกหลุมรักกันแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป คนสวีเดนอ่านอะไร หนังสือสวีเดนร่วมสมัยที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างไร อีกไม่นานเราจะได้รู้กัน


The Golden Notebook - Doris Lessing
หนังสือที่มีขนาดยาวและทะเยอทะยานที่สุดของโดริส เลสซิ่ง เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมประจำปี 2007 งานเขียนชิ้นเลิศที่เผยพฤติกรรม แรงบันดาลใจ ความวิตกกังวล และปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นเฉพาะในยุคสมัยของเรา

"นิยายเล่มนี้เป็นความพยายามในการทำลายรุปแบบ ทำลายรูปแบบของจิตสำนึกและลอยตัวขึ้นไปอยู่เหนือมัน ขณะที่เขียน ฉันพบว่าฉันไม่ได้เชื่อในเรื่องบางอย่างที่ฉันคิดหรือเชื่อ หรือไม่ ฉันก็มีความเชื่อและความคิดที่ตรงกันข้ามพร้อมๆ กัน จะเป็นไรไปเล่า ยังไงเราก็มีชีวิตอยู่กลางใจพายุหมุนอยู่แล้ว"...โดริส เลสซิ่ง

Sep 30, 2008

สนพ.กำมะหยี่จัดให้ : เข้าใจประเทศอิหร่าน เพื่อการอ่านแพร์ซโพลิสให้อิน

แพร์ซโพลิส – เบื้องลึก เบื้องหลัง

ถ้าพูดถึงอิหร่าน สิ่งที่คนในแดนไกลอย่างเราจะพอนึกออกก็คงเป็นอินทผาลัม ศาสนาอิสลาม สงครามอิรัก-อิหร่าน อยาโตเลาะห์ รูโฮลเลาะห์ โคไมนี หรือบางคนอาจหูกว้างตากว้างขนาดรู้จักโอมาร์ คัยยัม กวีเปอร์เซียที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จักและรู้จริงอิหร่าน ทั้งในเบื้องลึก เบื้องหน้า และเบื้องหลัง

ด้วยเหตุที่ แพร์ซโพลิส เป็นนิยายภาพ หน้ากระดาษแต่ละหน้าจึงมีภาพไม่กี่ภาพและตัวหนังสือไม่กี่คำ เรื่องราวแต่หนหลังต่อไปนี้จึงน่าจะช่วยให้ผู้ที่สนใจเข้าใจที่มาของถ้อยคำบางถ้อยคำที่กล่าวถึงในเรื่อง เข้าใจปัญหาและสถานการณ์ของมาร์จี้กับครอบครัว และ “อิน” กับเรื่องของเธอมากยิ่งขึ้น


อารยธรรมเก่าแก่
อิหร่านมีแหล่งโบราณคดีมากมายหลายพันแห่งที่ยังไม่ได้รับการสำรวจ (เพราะประเทศมีปัญหาอื่นที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วนกว่า) แต่โครงการขุดสำรวจทางโบราณคดีที่เมืองจีรอฟต์ ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากน้ำท่วมฉับพลันที่เอ่อท้นแม่น้ำฮาลิลในภาคตะวันออกเฉียงใต้ เผยให้เห็นหลุมศพหลายร้อยหลุมเมื่อปี 2000 ก็สร้างความฮือฮาเมื่อนักวิชาการคาดว่า ที่นี่อาจเป็นศูนย์กลางอารยธรรมเก่าแก่ร่วมสมัยกับเมโสโปเตเมียเลยทีเดียว

2,500 ปีอันเกรียงไกร
ก่อนที่อิหร่านจะเป็นสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (1979) อย่างทุกวันนี้ ย้อนหลังไปราว 2,500 ปีก่อน เปอร์เซียคืออาณาจักรอันยิ่งใหญ่แห่งโลกโบราณ โดดเด่นทั้งการขยายอำนาจและอารยธรรมอันรุ่งโรจน์ หรือจะเรียกว่าเป็นมหาอำนาจแห่งแรกของโลกก็คงไม่ผิด เพราะในยุคที่รุ่งเรืองถึงขีดสุด เปอร์เซียเคยมีอาณาเขตกว้างไกลจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปจรดแม่น้ำสินธุในอินเดีย หรือพอๆกับสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน และยังครองอำนาจอย่างมั่นคงได้นับพันปีด้วย

พระเจ้าไซรัสมหาราช
ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์อคีเมนิดผู้สถาปนาอาณาจักรเปอร์เซียเมื่อศตวรรษที่หกก่อนคริสต์ศักราช พระองค์ทรงมอบอิสรภาพแก่ทาสชาวยิวแห่งบาบิลอน ส่งพวกเขากลับเยรูซาเลมพร้อมให้เงินสร้างวิหาร และจารึกทรงกระบอกของไซรัส (Cyrus Cylinder) ก็คือจารึกอักษรลิ่มซึ่งถือเป็นหลักสิทธิมนุษยชนฉบับแรกของโลกที่ตราขึ้นก่อนกฎบัตรแมกนาคาร์ตาของชาวกรีกเกือบสองพันปี จารึกดังกล่าวรับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนาและการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ห้ามการค้าทาสและการกดขี่ใด การยึดทรัพย์สินด้วยกำลังหรือปราศจากสิ่งชดเชย และยังให้สิทธิแก่ดินแดนในอาณัติที่จะเลือกว่าต้องการอยู่ใต้การปกครองของไซรัสหรือไม่ ปัจจุบัน จารึกทรงกระบอกอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษ ณ กรุงลอนดอน โดยมีจารึกจำลองอยู่ที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติในนิวยอร์ก


แพร์ซโพลิส
แพร์ซโพลิส หรือเปอร์เซโพลิส คือเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรเปอร์เซียซึ่งอยู่ทางใต้ของอิหร่านในปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นในซากเมืองโบราณแห่งนี้ก็คือ ภาพสลักของเมืองไม่มีภาพที่สื่อความรุนแรงเลย ถึงแม้จะมีทหาร แต่ก็ไม่ได้มีการรบพุ่ง มีแต่ภาพของผู้คนหลากเชื้อชาติที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในยุคสมัยที่โลกแสวงหาอำนาจด้วยการทำสงครามและใช้กำลัง

การรุกรานจากต่างชาติ
ประวัติศาสตร์อันยาวนานของอิหร่านเต็มไปด้วยสงคราม การรุกรานของต่างชาติ และการพลีชีพเพื่อศาสนา เหตุผลหลักเบื้องหลังการต่อสู้เหล่านี้ก็คือทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ อิหร่านตั้งอยู่ในภูมิภาคที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างตะวันออกกับตะวันตก อันเป็นสถานที่ซึ่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เส้นทางการค้า การผสมผสานและความขัดแย้งต่างๆระหว่างโลกทั้งสองเกิดขึ้นอย่างเข้มข้น อาณาจักรเปอร์เซียจึงรุ่งเรือง ล่มสลาย และเฟื่องฟูขึ้นใหม่นับครั้งไม่ถ้วน มีการรุกรานของชนเผ่าต่างๆ ทั้งเติร์ก มองโกล และที่สำคัญที่สุดก็คือการรุกรานของชนเผ่าจากอาระเบีย หรืออาหรับ ซึ่งมาพร้อมกับศาสนาอิสลามในศตวรรษที่เจ็ด

ศาสนาอิสลาม
การรุกรานของชาวอาหรับยังเป็นความขมขื่นของชาวอิหร่านหลายคน แม้ชาวอิหร่านจะยอมรับศาสนาอิสลามเข้ามาแทนที่ศาสนาโซโรอัสเตอร์ แต่พวกเขาก็ประกาศชัดเจนว่าตนไม่ใช่อาหรับ (หรือผู้ก่อการร้าย) แม้กระทั่งในนัยของศาสนา ชาวอิหร่านก็ยังบอกว่า พวกเขานับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะฮ์ ซึ่งแตกต่างจากชาวอาหรับที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี

ภาษาฟาร์ซี
ชาวอิหร่านในปัจจุบันยังคงพูดภาษาฟาร์ซี อันเป็นภาษาประจำชาติมาแต่โบราณ แม้ว่าในอดีตช่วงหนึ่งจะมีกฎหมายห้ามพูดภาษาฟาร์ซีในที่สาธารณะ (นาน 300 ปี) และถึงแม้ภาษาฟาร์ซีในปัจจุบันจะถูกปรับให้เป็นอาหรับไปบ้าง แต่รากฐานส่วนใหญ่ก็ยังมาจากภาษาเปอร์เซียโบราณ

กวีเปอร์เซีย
กวีของอิหร่านเช่น รูมี, ซาอิด, โอมาร์ คัยยัม, ฮาเฟซ และเฟร์เดาซี ช่วยอนุรักษ์ภาษา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเปอร์เซียเอาไว้ และชาวอิหร่านก็ยกย่องเชิดชูกวีของตน โดยเฉพาะกวีเอกอย่างเฟร์เดาซี ผู้ประพันธ์มหากาพย์ประวัติศาสตร์ของอิหร่าน ชาห์นอเมะห์ อันเป็นพงศาวดารแห่งการผจญภัยและความขัดแย้งอย่างลึกซึ้งของกษัตริย์ 50 รัชกาล บันทึกการขึ้นครองราชย์ การสิ้นพระชนม์ การสละราชสมบัติ หรือการช่วงชิงบัลลังก์ ก่อนจะจบลงด้วยชัยชนะของอาหรับ ซึ่งเขาเรียกว่าหายนะ

ศาสนาโซโรอัสเตอร์
อดีตศาสนาประจำชาติของเปอร์เซีย คำสอนซึ่งพูดถึงความดี ความชั่ว เจตจำนงเสรี การพิพากษาโลก สวรรค์และนรก และพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงมหฤทธิองค์เดียว ส่งอิทธิพลต่อศาสนาต่างๆ รวมทั้งศาสนาสำคัญของโลกอย่างศาสนายิว คริสต์ และอิสลาม

มรดกวัฒนธรรม
ชาวอิหร่านพยายามปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของตนเอง เช่น การฉลองเทศกาลปีใหม่ หรือ โนว์รุซ อันเป็นการเฉลิมฉลองยาวนาน 13 วันที่จัดขึ้นในช่วงกลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน (วสันตวิษุวัต) โนว์รุซมีที่มาจากวันหยุดสำคัญของศาสนาโซโรอัสเตอร์ โดยในช่วงเทศกาล ทุกอย่างจะปิดทำการ ผู้คนพากันดื่มกิน เต้นรำ อ่านบทกวี และก่อกองไฟ แม้ว่าผู้นำทางศาสนาหัวอนุรักษนิยมซึ่งไม่สนใจจิตวิญญาณแห่งเปอร์เซีย จะพยายามเปลี่ยนแปลงวันปีใหม่เป็นวันอื่น แต่ก็ไม่สำเร็จ

การรุกรานยุคใหม่ – ที่มาของปัญหา
ในยุคปัจจุบัน แม้ทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์จะไม่สำคัญอีกต่อไป แต่ทรัพยากรน้ำมันจำนวนมหาศาลของอิหร่าน (อันดับสองของโลก รองจากซาอุดีอาระเบีย) คือสิ่งที่ทำให้ต่างชาติต้องการแทรกแซง และน้ำมันก็คือสาเหตุที่ทำให้อังกฤษและสหรัฐอเมริการ่วมกันโค่นล้มอำนาจของนายโมฮัมมัด โมซาเดกห์ นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งและได้รับความนิยมในอิหร่าน ในปี 1953 เนื่องจากโมซาเดกห์ตัดสินใจยึดอุตสาหกรรมน้ำมันที่บริษัทแองโกล-อิหร่าน (หรือบีพีในปัจจุบัน) เคยดูแลไปเป็นของรัฐ ทำให้อังกฤษไม่พอใจและตอบโต้ด้วยมาตรการกีดกันทางเศรษฐกิจ และเนื่องจากในตอนนั้น สงครามเย็นยังคุกรุ่น ทำเลที่ตั้งของอิหร่านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากยุโรปตะวันออกทำให้สหรัฐอเมริกาเกรงว่าพลพรรคคอมมิวนิสต์ในอิหร่านที่สหภาพโซเวียตหนุนหลังอาจฉวยโอกาสสั่นคลอนผลประโยชน์ของตะวันตกในภูมิภาคนี้และพลิกสมดุลอำนาจของโลกใหม่ สองมหาอำนาจตะวันตกร่วมกันสนับสนุนการก่อรัฐประหารและหนุนพระเจ้าชาห์ หรือโมฮัมมัด เรซา ปาห์ลาวี คืนสู่อำนาจ

พระเจ้าชาห์ (โมฮัมมัด เรซา ปาห์ลาวี)
พระเจ้าชาห์ทรงเปิดประตูรับวัฒนธรรม ดนตรี การแต่งกาย ค่านิยม และผลประโยชน์ทางธุรกิจของตะวันตกให้ไหลบ่าเข้ามา แม้ว่าจะทรงพยายามประชาสัมพันธ์แพร์ซโพลิสและเชิดชูพระเจ้าไซรัสมหาราชโดยจัดงานฉลองครบรอบ 2,500 ปีของราชวงศ์เปอร์เซียในปี 1971 แต่การเปลี่ยนแปลงสู่สมัยใหม่อย่างหักโหมและรวดเร็วทำให้ชาวอิหร่านไม่พอใจเพราะมองว่านั่นคือการคุกคามทางวัฒนธรรม จึงพากันต่อต้านทั้งในสื่อและการเดินขบวนประท้วง จนทำให้เกิดการปราบปรามอย่างเด็ดขาดของซาวัก หรือหน่วยตำรวจลับของพระเจ้าชาห์ที่ตั้งขึ้นในปี 1957 โดยความช่วยเหลือของที่ปรึกษาชาวอเมริกันและอิสราเอล เชื่อกันว่ามีชายอิหร่านอย่างน้อยหลายร้อยคนต้องเสียชีวิตด้วยน้ำมือของซาวัก และอีกไม่น้อยต้องถูกจับกุมคุมขัง ทรมาน และเนรเทศ

การปฏิวัติอิสลาม
ปลายทศวรรษ 1970 เมื่ออยาโตเลาะห์ รูโฮลเลาะห์ โคไมนี ออกมาพูดถึงการปลดปล่อยผู้คนให้เป็นอิสระจากการกดขี่ครั้งล่าสุด ประชาชนจึงเลื่อมใสศรัทธาและสนับสนุน ยอมรับแนวคิดให้ศาสนาอิสลามเข้ามามีบทบาทในสังคมมากขึ้น แต่ไม่มีใครคิดว่าศาสนาจะเข้ามาบังคับชีวิตอย่างเข้มงวดเช่นนั้น ไม่มีใครคิดว่าผู้นำศาสนาจะเข้ามาควบคุมการค้า การบริหารประเทศ ศาล และชีวิตประจำวัน และนำบทลงโทษแบบจารีตโบราณมาใช้ เช่น การขว้างปาด้วยหินในที่สาธารณะ การแขวนคอ การตัดนิ้วหรือแขนขา เพราะอันที่จริง ชาวอิหร่านจำนวนมากก็ไม่ได้เคร่งศาสนานัก สังคมมีแนวโน้มที่จะดำเนินชีวิตตามหลักศาสนาโซโรอัสเตอร์ในอดีตที่ถือว่าการเดินทางทางจิตวิญญาณควรจะเป็นการแสวงหาภายในของแต่ละบุคคล แทนที่จะผ่านคนกลางอย่างครูสอนศาสนา

สงครามอิรัก-อิหร่าน (1980-1988)
หลังจากมีปัญหาเรื่องแนวชายแดนมายาวนาน อิรักภายใต้การนำของซัดดัม ฮุสเซน ก็รุกรานอิหร่านในเดือนกันยายน ปี 1980 โดยตั้งใจฉวยโอกาสช่วงที่อิหร่านมีการปฏิวัติอิสลามและลงมือบุกโดยไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ไม่สามารถรุกคืบไปได้มากนักและอิหร่านก็ยึดพื้นที่ทั้งหมดคืนได้ในปี 1982 การต่อสู้ในอีกหกปีต่อมา อิหร่านเป็นฝ่ายบุก แม้ว่าสหประชาชาติจะเรียกร้องให้หยุดยิงหลายครั้ง จนกระทั่งปี 1988 สงครามจึงยุติ และมีการแลกเปลี่ยนเชลยศึกชุดสุดท้ายเมื่อปี 2003 โดยอิรักมีการใช้อาวุธเคมี (เช่น แก๊สมัสตาร์ด) ในสงครามครั้งนี้ ทหารและพลเรือนอิหร่านบาดเจ็บและเสียชีวิตราว 500,000-1,000,000 คน ทั้งจากอาวุธเคมีและขีปนาวุธที่อิรักยิงใส่แหล่งชุมชนต่างๆในอิหร่าน

การต่อสู้ของผู้คน
หลังจากผู้คนยินดีปรีดาที่การปฏิวัติอิสลามขจัดสิ่งมอมเมาทางวัฒนธรรมจากตะวันตกออกไปได้ ไม่ช้า พวกเขาก็ตระหนักว่าตัวตนที่รัฐบาลยัดเยียดให้ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเป็นอีกเช่นกัน สิบปีหลังปฏิวัติ อิหร่านปิดประตูรับโลกตะวันตก ผู้นำศาสนาหัวอนุรักษนิยมที่บริหารประเทศพยายามขจัดตัวตนทางวัฒนธรรมใดๆที่มีมาก่อนหน้าศาสนาอิสลาม มีการแก้ไขเอกสารราชการ แทนที่สัญลักษณ์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ มีการเปลี่ยนชื่อถนน และลบการอ้างถึงอาณาจักรเปอร์เซียออกจากตำรา เมื่อนั้นเองที่องค์ประกอบของวัฒนธรรมโบราณอย่างดนตรีพื้นบ้าน ภาพเขียนเปอร์เซีย และการอ่านบทกวีโบราณได้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่ๆก็อพยพโยกย้ายไปยุโรปหรือที่อื่นๆ บางคนสนับสนุนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับโลกมุสลิมอย่างเต็มที่ บางคนมีจิตสำนึกแรงกล้าต่อวัฒนธรรมเปอร์เซีย บางคนรู้สึกว่าต้องเลือกระหว่างมุสลิมกับเปอร์เซีย ขณะที่บางคนหันหลังให้ทุกอย่างและเสพวัฒนธรรมตะวันตกกับรายการโทรทัศน์จากจานดาวเทียมเถื่อน

กลายเป็นว่า การปฏิวัติอิสลาม ซึ่งชาวอิหร่านบางคนเรียกว่า การรุกรานครั้งที่สองของอาหรับ ซึ่งมุ่งจะขัดขวางทำลายอดีต กลับเสริมส่งให้สายใยที่เชื่อมโยงจากอดีตแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การปฏิวัติกระตุ้นตัวตนทางวัฒนธรรมของคนในชาติซึ่งยังฝังแน่นอยู่ตามซากปรักหักพังของเมืองเก่าๆ เช่น แพร์ซโพลิส ทำให้พวกเขาตระหนักถึงความเป็นชาวอิหร่าน ทายาทของชนโบราณที่สืบเชื้อสายอย่างต่อเนื่องกลุ่มหนึ่งของโลก


ปัจจุบัน

อิหร่านตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่าเซนทรัลยูเรเชีย อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอ่าวเปอร์เซีย มีพรมแดนทางเหนือติดอาร์เมเนีย อาร์เซอร์ไบจาน เติร์กเมนิสถาน คาซักสถาน และรัสเซีย ทางตะวันออกติดอัฟกานิสถานและปากีสถาน ทางใต้ติดอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน ส่วนทางตะวันตกติดตุรกีและอิรัก เมืองหลวงคือกรุงเตหะราน มีประชากรราว 67 ล้านคน ครึ่งหนึ่งเป็นชาวเปอร์เซีย (51%) ที่เหลือเป็นอาร์เซอร์ไบจาน (24%) เคิร์ด (7%) เติร์ก อาหรับ อาร์เมเนีย อัสซีเรีย และอื่นๆ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 18 ของโลก หรือใหญ่กว่าประเทศไทยประมาณสามเท่า แบ่งการปกครองออกเป็น 27 อุสตาน (น่าจะเทียบได้กับจังหวัด หรือแคว้น)

ชื่อประเทศอิหร่านมาจากชาวอารยัน ซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเปอร์เซียราว 1,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีความหมายว่า ดินแดนของชาวอารยัน

Photobucket


ประวัติความเป็นมาเป็นไปของประเทศอิหร่านอย่างย่นย่อ
2,500 ปีก่อน ค.ศ. อารยธรรมโกนาร์ซันดัล
2,400 ปีก่อน ค.ศ. อาณาจักรอีลาม (ชาวอีลาไมต์)
625 ปีก่อน ค.ศ. อาณาจักรเมเดส
550-330 ปีก่อน ค.ศ. อาณาจักรของราชวงศ์อคีเมนิด ราชวงศ์แห่งแรกของเปอร์เซีย แผ่ขยายจนกลายเป็นหนึ่งในอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในโลก
330-129 ปีก่อน ค.ศ. อะเล็กซานเดอร์มหาราชทรงพิชิตเปอร์เซียได้และอภิเษกกับสตรีเปอร์เซีย แต่หลังจากนั้นไม่นานก็สิ้นพระชนม์ ซีลูคัส นายพลของพระองค์ รวบอำนาจไว้ได้ แต่ต่อมาก็เสียอำนาจให้ราชวงศ์พาร์เทียน
247 ปีก่อน ค.ศ.–ค.ศ.224 พวกพาร์เทียนจากตะวันออกเฉียงเหนือสร้างอาณาจักรเปอร์เซียแห่งที่สอง และท้าทายอำนาจของจักรวรรดิโรมัน
ค.ศ. 224 - 641 ราชวงศ์ซัสซานิดก่อตั้งอาณาจักรเปอร์เซียแห่งที่สาม ซึ่งเป็นยุคทองของการสร้างเมืองและศิลปกรรมอันอลังการ
ค.ศ. 641 – 642 กองทัพอาหรับเข้ามาเผยแผ่ศาสนาอิสลาม ทำให้เปอร์เซียตกอยู่ใต้การปกครองของอาหรับ แต่วัฒนธรรมเปอร์เซียยังปรากฏอิทธิพลในโลกมุสลิม
ค.ศ. 1551 ราชวงศ์ซาฟาวิดได้รวบรวมอิหร่านให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้ง และนำศาสนาอิสลามนิกายชีอะฮ์เข้ามา
ค.ศ. 1953 หน่วยสืบราชการลับของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษก่อรัฐประหารถอดถอนนายกรัฐมนตรีโมฮัมมัด มุสซาเดกห์ ออกจากอำนาจ และหนุนให้พระเจ้าชาห์ขึ้นครองบัลลังก์ โดยเป็นเพียงหุ่นเชิด ในระหว่างที่พระเจ้าชาห์ขึ้นครองอำนาจ อยาโตเลาะห์ รูโฮลเลาะห์ โคไมนี ถูกเนรเทศ
ค.ศ. 1957 หน่วยตำรวจลับของพระเจ้าชาห์ หรือซาวัก ก่อตั้งขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ทำการปราบปรามประชาชนอย่างเข้มงวดและรุนแรง ว่ากันว่ามีชาวอิหร่านจำนวนมากถูกจับกุมคุมขัง ทรมาน สังหาร และเนรเทศด้วยฝีมือของซาวัก
ค.ศ. 1971 พระเจ้าชาห์จัดงานฉลอง 2,500 ปีของราชวงศ์เปอร์เซีย เป็นการจัดงานที่หรูหรา มีการตั้งกระโจม สั่งอาหารจากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงแขกเหรื่อซึ่งเชิญมาจากทั่วโลก (แต่มีชาวอิหร่านเข้าร่วมงานเพียงหยิบมือ)
ค.ศ. 1976 พระเจ้าชาห์ที่สหรัฐอเมริกาหนุนหลังถูกบีบบังคับให้ออกนอกประเทศหลังการประท้วงและการก่อจลาจลในประเทศ
ค.ศ. 1979 อยาโตเลาะห์ รูโฮลเลาะห์ โคไมนี ผู้นำศาสนาอิสลามกลับจากการถูกเนรเทศและเข้าปกครองประเทศหลังจากถูกเนรเทศนาน 15 ปี มีการสถาปนาอิหร่านเป็นสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
นักศึกษาอิหร่านบุกเข้าจับกุมตัวประกัน 63 คนในสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำอิหร่าน ทำให้เกิดวิกฤติทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีการบังคับใช้กฎหมายอิสลามกับประชาชนอย่างเข้มงวดกวดขัน
ค.ศ. 1980 กรกฎาคม พระเจ้าชาห์ที่ถูกขับออกจากประเทศสิ้นพระชนม์ในอิหร่าน
พฤศจิกายน อิรักบุก เกิดสงครามอิรัก-อิหร่านที่ยาวนานตลอดทศวรรษ
ค.ศ. 1988 ยุติสงครามอิรัก-อิหร่านที่กินเวลาแปดปี
ค.ศ. 1989 มิถุนายน อยาโตเลาะห์ รูโฮลเลาะห์ โคไมนี เสียชีวิต
สิงหาคม ฮาเชมิ รัฟซันจานี สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี
ค.ศ. 1990-91 อิหร่านวางตัวเป็นกลางในการที่สหรัฐฯแทรกแซงคูเวต
ค.ศ. 1997 มูฮัมมัด คาตามี ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของอิหร่าน
ค.ศ. 2002 อิหร่านเริ่มสร้างโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์แห่งแรกแม้ว่าสหรัฐฯจะคัดค้านอย่างหนักและกล่าวหาว่าอิหร่านสร้างอาวุธนิวเคลียร์
ค.ศ. 2005 มาห์มุด อะห์มาดิเนจัด นายกเทศมนตรีหัวอนุรักษนิยมของเตหะรานได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เอาชนะอดีตประธานาธิบดี ฮาเชมี รัฟซันจานี
ค.ศ. 2007 ความพยายามในการเจรจาสันติภาพระหว่างอิรักและอิหร่านโดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ดำเนินการ
ค.ศ. 2008 สหรัฐอเมริกามีแผนการจะส่งเจ้าหน้าที่การทูตไปประจำ ณ กรุงเตหะราน ซึ่งจะเป็นครังแรกในรอบสามสิบปี

ที่มา: นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก (ภาษาไทย) ฉบับสิงหาคม 2551; www.wikipedia.com;



+++

Sep 17, 2008

ฮารูกิ มูราคามิ VS 10 คำถามในนิตยสาร Time



วันนี้กำมะหยี่เอาใจแฟนๆ พี่มุฯ ด้วยการแปลคำตอบของพี่เขา ที่ปรากฎในคอลัมน์ 10 Questions ซึ่งเป็นคอลัมน์เปิดให้ผู้อ่านทางบ้านส่งคำถามมาถามบุคคลชื่อดังล่วงหน้า และ Time คัด 10 คำถาม 10 คำตอบนำมารวบรวมไว้ในหน้าเดียว

ที่มา : 10 Questions ในนิตยสาร Time ฉบับ September 15, 2008



10 Questions
ฮารูกิ มูราคามิ นักเขียนร่วมสมัยชาวญี่ปุ่นที่โด่งดังที่สุด ผู้มีผลงานนิยายเหนือจริงพิลึกพิลั่นที่ได้รับการแปลแล้วหลากหลายภาษา พร้อมตอบคำถามของท่านแล้ว ณ บัดนี้


- คุณชอบหนังสือเล่มไหนมากที่สุด
เดอะ เกรต เกสบี (The Great Gasby) ผมเคยแปลเมื่อไม่กี่ปีก่อน ตอนอายุยี่สิบกว่าๆ ผมอยากแปลเรื่องนี้ แต่ตอนนั้นผมยังไม่พร้อม

- การวิ่งระยะไกลมีผลต่อการเขียนหนังสือของคุณอย่างไรบ้าง
เวลาเขียนหนังสือเลมหนาๆ สิ่งที่คุณจำเป็นต้องมี มีอยู่สองอย่าง คือ สมาธิและความอึด การวิ่งระยะไกลทำให้ผมมีพลังความอึด

-คุณใส่รองเท้าผ้าใบยี่ห้อไหนวิ่ง
ผมไม่ยึดติดกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ตอนนี้ผมใส่ไนกี้ แต่เป็นรองเท้าที่คนของไนกี้ให้มา

-คุณมองตัวเองว่าเป็นนักเขียนญี่ปุ่น หรือเป็นแค่นักเขียนเฉยๆ
ผมเป็นนักเขียนญี่ปุ่น ผมเกิดที่ญี่ปุ่นและใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในญี่ปุ่น ผมคิดเป็นภาษาญี่ปุ่นและเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นแต่ถึงอย่างนั้นผมก็มองโลกแบบสากล อย่างเช่น ตัวละครของผมชอบกินเต้าหู้มาก แล้วสมมติ เอาเป็นว่า...มีคนนอร์เวย์อ่านหนังสือของผม เขาก็จะคิดว่า “ไอ้หมอนี่ชอบกินเต้าหู้” แต่ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่านักอ่านคนนั้นจะรู้หรือเปล่าว่าเต้าหู้เป็นยังไง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเข้าใจความรู้สึกของตัวละครตัวนั้นได้อยู่ดี

-สิ่งที่มาจากวัฒนธรรมตะวันตกมีผลกับเรื่องที่คุณเขียนอย่างไรบ้าง
เวลาผมเขียนให้ตัวละครต้มสปาเก็ตตี้กินเป็นอาหารกลางวัน และเมื่อมีตัวละครฟังเพลงของวงเรดิโอเฮดขณะขับรถ จะมีหลายคนคิดว่า เขาได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากเกินไป แต่เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผม

-ในนิยายของคุณมีเรื่องอาหารเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก มื้ออาหารในฝันของคุณเป็นอย่างไร
มื้ออาหารที่ผมชอบมากที่สุด คือ ตอนที่คุณไม่รู้ว่าจะทำอะไรกินดี แล้วคุณก็เปิดตู้เย็น เจอผักคึ่นช่าย ไข่ เต้าหู้กับมะเขือเทศ ผมใส่ทุกอย่างลงไปเป็นอาหารจานที่ผมคิดขึ้นเองออกมา นั่นล่ะเป็นอาหารที่สดุยอดที่สุด ไม่มีการวางแผนใดๆ ทั้งสิ้น

-ทำไมงานเขียนของคุณถึงมีคนอ่านทั่วโลก
ไม่รู้เหมือนกันครับ แต่สไตล์เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้างานเขียนแบบร้อยแก้วมีจังหวะที่เป็นธรรมชาติ เวลาแปลมันจะไม่เสียรสชาติ

-ดนตรีแจ๊ซมีอิทธิพลต่องานเขียนของคุณอย่างไร
ผมเคยเปิดบาร์แจ๊ซ และฟังเพลงแจ๊ซทุกวันตั้งแต่เช้ายันค่ำ ผมชอบการรู้จักจับจังหวะและการด้นสด นักดนตรีเก่งๆ ไม่รู้หรอกว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น มันเป็นเรื่องของแรงกระตุ้นที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น เวลาผมเขียนนิยายหรือเรื่องสั้น ผมไม่รู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป

-ทำไมคุณถึงเขียนเรื่องราวที่มีความมหัศจรรย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
ผมเชื่อว่าความมหัศจรรย์และพลังของเรื่องจะให้กำลังใจและสร้างความตื่นตาตื่นใจกับคนเรา ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ นอกถ้ำมันมืด แต่ข้างในมีไฟและมีคนที่เล่าเรื่องเก่งอยู่ด้วย ทุกครั้งที่ผมเขียนงาน ผมจะนึกถึงถ้ำที่ว่านั่น เราอยู่กันเป็นกลุ่ม ข้างนอกมืดมิด และหมาป่ากำลังหอน แต่ผมมีเรื่องมาเล่าให้ฟัง

-ช่วยพูดถึงนิยายเล่มต่อไปที่กำลังจะวางแผงหน่อยได้มั้ยครับ
ผมเขียนนิยายเล่มนี้มาเกือบสองปีแล้ว และมันจะเป็นหนังสือเล่มหนาที่สุดที่ผมเคยเขียนมา หนังสือทุกเล่มของผมเป็นเรื่องรักพิลึกๆ และเล่มนี้จะเป็นเรื่องรักพิลึกๆ ที่มีขนาดยาวมาก


คำถามที่ไม่มีคำตอบ : ใครอยากดูคำถามอื่นๆ มากมาย ที่ผู้อ่านไทม์ส่งถึงพี่มุฯ ลองไปดูได้ >> ที่นี่ค่ะ

10 คำถาม-10 คำตอบคนอื่นๆ : ใครที่สนใจจะไปดูคลิปวิดีโอขณะคนดังตอบคำถาม คลิกไปดูได้ >> ที่นี่ค่ะ

Sep 16, 2008

แนะนำตัวผู้ร่วมสร้างสรรค์ความมหัศจรรย์กับเรา - สิริมา สุวรรณไตรภพ


นักออกแบบรูปเล่มและจัดหน้าผู้มีความอดทนต่อความจู้จี้จุกจิก (เดี๋ยวขอเปลี่ยน เดี๋ยวขอแก้) ของชาวพลพรรคของเราคนนี้เรียนจบจากวิทยาลัยช่างศิลป์ กรมศิลปากร เอกภาพพิมพ์ คุณนุ้ยเป็นอดีตกราฟฟิคดีไซน์ บริษํท แปลน โมทีฟ ในเครือกลุ่มบริษัทแปลนมาก่อน

หลังจากสั่งสมประสบการณ์ในแวดวงมาแล้วประมาณ 12 ปี ปัจจุบันเธอผันตัวเองมาทำงานด้านกราฟฟิคดีไซน์ ประเภท P.O.P (Point of Purchase) แต่ก็ยังไม่ทิ้งงานหนังสือและงานสิ่งพิมพ์ต่างๆ

งานอดิเรกของเธอ คือ มือปืนรับจ้างทั่วไป...(รับยิงเฉพาะสิ่งพิมพ์)...

เธอออกตัวว่าไม่ได้จบจากเมืองนอก ไม่มีผลงานได้รับรางวัล แต่มีความน่ารัก ใจเย็น สามารถต้านทานแรงกดดันได้ดี (ข้อนี้กำมะหยี่ออกใบรับรองให้ได้เลยค่ะ)

Try2benice ผู้ออกแบบปก nice ๆ ให้เรา


สุรัติ โตมรศักดิ์

เจ้าของสตูดิโอออกแบบสิ่งพิมพ์ try2benice อันเลื่องลือ

สุรัติหรือคุณอาร์ทมีพื้นเพการศึกษาทางด้านศิลปะ มีประสบการณ์อันยาวนานในการทำงานกับเอเยนซีโฆษณาชั้นนำ และได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่างๆ เช่น องค์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บางกอกฟิล์มเฟสติวัล บางกอกแฟชั่นวีค ฯลฯ ให้เป็นผู้ออกแบบในนาม try2benice เขาเคยคว้ารางวัลด้านการประกวดออกแบบมากมาย เช่น BAD Awards, TACT Awards, FAB Awards (USA) และเข้ารอบสุดท้าย Tokyo Type Directors Club ที่ประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว

ถึงแม้ใครๆ จะพูดว่า "เราไม่ควรตัดสินหนังสือจากหน้าปก" แต่สำนักพิมพ์กำมะหยี่ก็เล็งเห็นความสำคัญของความงามบนหน้าปกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเนื้อหาข้างใน ปกของเรา นอกจากจะต้องสื่อ "สาร" ที่อยู่ภายในเล่ม จากตัวหนังสือเป็นรูปภาพเพื่อการปฏิสัมพันธ์ครั้งแรกกับนักอ่านแล้ว ยังเป็นหน้าเป็นตาของสำนักพิมพ์ที่ควรจะบ่งบอกถึงตัวตน แสดงเอกลักษณ์ของสำนักพิมพ์ของเราสู่สายตาสาธารณชนอีกทางหนึ่งด้วย

เราจึงตัดสินใจติดต่อคุณสุรัติเพื่อมารับหน้าที่ผู้กำหนดแนวทางของปก (Key Art)และต่อมา เกิดอาการติดใจลามเลยไปจนถึงการออกแบบปก ซึ่งเป็นประหนึ่งการสวมเสื้อผ้า แต่งหน้าทาปากหนังสือที่เปรียบประดุจลูกน้อยของเราให้สวยงามสะดุดตาน่าทำความรู้จัก หรืออย่างน้อยก็พอไปวัดไปวาได้ไม่อายใคร

หลังจากร่วมงานกันมา 6 เล่ม (ชุดมูราคามิ ชุดแพร์ซโพลิส และล่าสุด 18+) เราก็ได้รู้ว่า เราตัดสินใจไม่ผิดเลย


>>> คลิกไปเยี่ยมเว็บไซต์ Try2benice.com

Sep 11, 2008

มารู้จักกับภาพยนตร์การ์ตูน Persepolis กัน

เนื่องในโอกาสที่วันนี้ วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๑ เป็นวันกำหนดวางแผง "แพร์ซโพลิส ๑ และ ๒" (ซึ่งท่านสามารถติดตามลิงก์ทางด้านขวามือไปดูรายละเอียดของหนังสือการ์ตูนทั้งสองเล่ม และยังสามารถดาวน์โหลดตัวอย่างไปอ่านเล่นๆ กันก่อนได้ด้วยนะจะบอกให้)กำมะหยี่จึงขอนำข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์การ์ตูนในชื่อเดียวกันที่เคยสร้างความเกรียวกราวไปทั่วโลกเมื่อปีที่แล้วมาฝากกันค่ะ

แพร์ซโพลิส - ภาพยนตร์

ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง Persepolis ในภาษาฝรั่งเศส เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 2007 โดยมีนักแสดงฝรั่งเศสชื่อดังมากมายเข้าร่วมให้เสียงพากษ์ เช่น แคเทอรีน เดอเนิฟ (แม่) เชียรา มัสโตรเอียนี (มาร์จี้) ดานีแอลล์ ดาร์รีเยอซ์ (ยาย) ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นศิลปะรูปแบบใหม่ที่ได้รับการกล่าวขวัญในทุกทิศทาง ทั้งที่ภาพส่วนใหญ่็เป็นภาพขาวดำ ตัวละครก็ใช่ว่าจะ่น่ารัก แถมไม่มีสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ตระการตา หากเรื่องราวในเรื่องนั้นสนุกเปี่ยมจินตนาการและเศร้า

นอกจากภาพแล้ว จังหวะการเล่าเรื่อง ความฝันเฟื่องและอารมณ์ต่างๆ รวมทั้งมุมมองของตัวละครเอกยยังทรงพลัง มีชีวิตชีวา ที่สำคัญที่สุดคือความรู้สึกของชีวิตจริง ทั้งพ่อแม่ ลุง ยาย เพื่อนและศัตรูโลดเต้นอยู่เบื้องหลังภาพและเสียง

ภาพยนตร์การตูนเรื่องนี้ได้รับรางวัล Special Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ประจำปี 2007 และรางวัลสาขา Best First Work และ Best Writing - Adaptation จากเวทีรางวัล César Awards ซึ่งเทียบเท่ากับรางวัลออสการ์ทางฝั่งฮอลลีวูด และยังข้ามฝั่งมหาสมุทรแอตแลนดิคไปเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในเวทีออสการ์ 2008 อีกด้วย

นอกจากนั้น Persepolis ก็ได้รับรางวัลอีกมากมายหลายสถาบัน นำมาบอกกล่าวกันไม่หวาดไม่ไหว ใครสนใจอยากรู้ติดตามไปดูข้อมูลทั้งหมดได้ >> ที่นี่ค่ะ


วิดีโอทางขวามือนี้ เป็นช็อตเปิดเรื่องของภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้ โดยขณะนี้ บริษัทแฮปปี้โฮมได้จัดจำหน่ายวีซีดีออกสู่ท้องตลาดแล้ว โดยเป็นเวอร์ชั่นพากย์ไทยซึ่งทีมงานที่ดูแล้วบอกว่าไม่เลวเลย ใครสนใจสามารถซื้อหาหรือเช่ามาดูกันได้แล้วค่ะ ส่วนนักดูหนังฮาร์ดคอร์ที่ต้องการเก็บสะสมดีวีดีเสียงในฟิล์มอดใจรอสักนิด อาจจะมีข่าวดีออกมาในไม่ช้านี้นะคะ


ด้านล่างต่อไปนี้ เป็นบทสัมภาษณ์มาร์จอเน่ ซาทราพิ เจ้าของประวัติ ผู้เขียน-วาด และกำกับภาพยนตร์ร่วมของเรื่องนี้ เราจัดแปลมาเพื่อให้ทุกท่านดูหนังอย่างเข้าใจลึกซึ้งถึงเจตนารมณ์ของผู้สร้างยิ่งขึ้น


ทำไมถึงทำเป็นแอนิเมชั่น - ถ้าคุณถ่ายทำภาพยนตร์โดยใช้คนจริงๆในสถานที่จริง ภาพยนตร์เรื่องนั้นจะกลายเป็นเรื่องของชาวตะวันออกกลาง “พวกเขาไม่ใช่พวกเรา พวกเขาเป็นต่างชาติ” แต่ถ้าเป็นการ์ตูน จะมีความเป็นนามธรรมบางอย่างที่ทุกคนเชื่อมโยงได้ เพราะภาพคือภาษาแรกของมนุษย์ ก่อนที่เราจะมีภาษาเขียน

คุณต่างจากตัวละครแค่ไหน - ทันทีที่คุณเขียนบท เรื่องก็จะกลายเป็นเรื่องแต่ง มีการสร้างตัวละคร ซึ่งจริงๆก็ไม่ต่างจากฉันมากนักหรอกค่ะ แต่ทุกวันนี้ฉันเหมือนยายมากกว่าเหมือนตัวเองในภาพยนตร์ เมื่อก่อนฉันขี้อาย อายุยี่สิบกว่าๆ ยังมองเห็นดาวและโง่ ฉันคิดว่าตอนนี้ฉันโง่น้อยลงนิดหน่อย”

ทำไมถึงทำเป็นขาวดำ - เราแทบไม่ได้ตั้งคำถามเรื่องนี้ มันชัดเจนมาก สำหรับฉัน มันไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากนี้ ขาวดำยังช่วยโครงสร้างการย้อนอดีตด้วย เมื่อเธอนึกถึงอดีตและภาพก็เป็นขาวดำ


มาร์เจอเน่ ซาทราพิ ถือเป็นนักเขียนคนโปรดของฉัน ฉันชอบงานของเธอ การใช้ภาพขาวดำผสมผสานกันน่าตื่นตะลึงในเชิงกราฟิก ฉันชอบไหวพริบปฏิภาณของเธอและชอบการผสมผสานของความสิ้นหวัง อารมณ์ขันและความสันโดษ ฉันชอบหนังสือของเธอทุกเล่ม ตัวจริงของเธอก็น่าทึ่งเช่นกัน ฉันได้พบเธอและรู้สึกว่าเธอมีอารมณ์ขันมาก”--แคเทอรีน เดอเนิฟ ผู้ให้เสียงมารดาของมาร์จี้ในภาพยนตร์ภาษาฝรั่งเศส

ณัฐพัดชา


เธอจบปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกา เคยทำแต่งานวิจัยวิชาการ ทำคู่มือ เขียนแผนธุรกิจ ทำสไลด์ให้ผู้บริหารระดับสูง คราวนี้ได้มาแปลการ์ตูนเป็นเรื่องแรก นึกว่าง่ายกว่าที่เคยทำ แต่เพิ่งรู้ว่าละเอียดและต้องใช้กึ๋นมากกว่างานบริษัทเยอะ

ครั้งต่อไปที่อ่านการ์ตูน เธอจะนึกถึงความยากลำบากของคนแปลตามประสาคนหัวอกเดียวกัน

ล่าสุด ณัฐพัดชาชักจะติดใจการแปลนิยายภาพเข้าให้เสียแล้ว เชื่อว่าในไม่ช้าเราจะได้เห็นผลงานการแปลเล่มต่อไปของเธออีกอย่างแน่นอน


>> ตามไปดูความตั้งใจมั่นในผลงานแปลชิ้นแรกของเธอได้ >>> ที่นี่

18+ (สิบแปดอัพ)


ผู้แต่ง : 10เดซิเบล
จัดพิมพ์ครั้งที่ 1 (ตุลาคม 2551)
จำนวนหน้า 192
ราคา : 155 บาท

ระวังคำดิบ!!!

(เ)วรรณกรรมเยาว(ะ)ชนแบบสมจริง เหมาะกับผู้อ่านใจกว้าง ผู้ปกครองควรซื้อเอาไว้แอบอ่านเอง

งานเขียนที่ฉีกกฎทุกข้อที่วรรณกรรมที่ดีควรมี หนำซ้ำยังเหยียบย่ำและขยี้มัน ไม่มีข้อคิดทำดีได้ดี-ทำชั่วได้ชั่วแบบนิทานอีสป ไม่มีชาวนายากจนข้นแค้นที่สุดท้ายต่อสู้แล้วรับความยุติธรรม เรียกร้องสันติเพื่อมวลมนุษย์ ไม่มีข้อคิดให้มองโลกในแง่ดี

พูดง่ายๆ ว่าไม่ใช่แนวที่เขียนแล้วจะได้รางวี่รางวัลอะไรประมาณนั้นแหละ


จากผู้เขียน

เคยคิดเล่นๆในเวลาว่างว่า หากแม้นหนังสือเล่มนี้เป็นสิ่งมีชีวิตเช่นคน มันคงมีเรื่องคั่งค้างอยู่ในหัวสมองของมันไม่น้อย ทั้งปัญหาที่มาจากความคับข้องใจ น้อยใจ อาจรวมถึงไม่เข้าใจในสิ่งที่มันเป็นอยู่ มันเคยเป็นดาวรุ่งที่พุ่งแรงสุดๆในช่วงเวลาหนึ่ง และเคยเป็นเด็กที่หมดอนาคตเพียงไม่นานหลังจากนั้น มันคงแอบถามตัวเองอยู่บ่อยๆว่า ทำไม ทำไม และทำไม

ในมุมมืด

ผมเองปลอบมันอยู่เสมอ ในวันที่ผู้คนไม่สนใจใยดีมัน ผมบอกมันว่าอย่าได้เสียใจในสิ่งที่มันเป็นอยู่และมีอยู่ นั่นเพราะเหตุเกิดจากผม ไม่ใช่มัน หรืออาจเกิดจากความใจคับใจแคบของคนทำงานศิลปะ ผมทั้งปลอบใจมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอโทษมัน บอกมันด้วยน้ำตาว่า ทั้งหมดทั้งปวงไม่ใช่เหตุเกิดจากเพราะตัวมัน สาเหตุเกิดจากผมเองล้วนๆ หากแม้นมันจะถือโทษโกรธ ผมยินดีรับไว้

เวลาผ่าน...ทั้งผมและมันพูดจากันน้อยลง ต่างคนอาจต่างมีคำถาม ต่างคนต่างทบทวนตัวเอง บ้างไปไกลถึงขั้นโทษตัวเอง มันเคยสบถในมุมมืดว่าเป็นเพราะมันเองเรื่องถึงเป็นเช่นนี้ หากแม้นมันไม่ใช่คนปากคอเราะร้าย หากแม้นมันหัดพูดในสิ่งที่คนอื่นอยากฟังบ้าง บางที...และบางที ผมเองได้แต่ฟังมันในวินาทีนั้น ได้แต่นั่งเงียบ เหมือนนั่งฟังเพลงที่มีทำนองเศร้าโศก ยิ่งนานไปก็ยิ่งจมลึก ยิ่งมันโทษตัวเองเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นเท่านั้น เป็นขวบปีที่เราได้แต่รออยู่ในความเงียบ

แล้ววันหนึ่งก็มีคนเห็น....เขาเข้ามาพูดกับเรา ถามว่าเราหายไปไหน มาหาเราถึงบ้าน ในวันที่บทสนทนาร้างลาจากเราทั้งสองไปลับ เขาถามถึงเรื่องราวของเรา ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขามีเวลาให้เราพูด มีเวลาให้เราอธิบายตัวตนของเรา ในวันนั้นเราแอบสบตากัน แอบยิ้มให้กัน เขาคนนั้นทำให้เรามีความหวังอีกครั้ง เขาบอกว่าเขาจะไม่ทิ้งเรา คำนั้นทำให้น้ำตาเราคลอเบ้า เพราะเรารู้ซึ้งถึงคำว่าถูกทอดทิ้งดี วินาทีนั้นเราไม่อาจไม่คาดหวังได้ ความรักของเรารุนแรงเกินที่จะทำให้เราไม่คาดหวัง....แม้นโอกาสจะมีอยู่น้อยนิดก็ตามที

เมื่อเขากลับไป เราได้แต่หัวเราะและยิ้มให้กัน ฝันไปไกลต่างๆนานาว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน เราสองคนกอดกันด้วยน้ำตา แต่อีกวินาทีผ่าน...เรากลับกลัดกลุ้ม ความเจ็บปวดสอนให้เราเจียมตัว แต่อีกไม่กี่วินาทีผ่านเราก็กลับมาหัวเราะกันอีกครั้ง ผลัดกันให้กำลังใจกัน...วินาทีนั้นสิ่งเดียวที่สามารถทำได้คือการมองโลกในแง่ดี

แล้ววันหนึ่งวันนั้นก็มาถึง ผมเองยิ้มให้กับมัน ยิ้มอย่างที่รอยยิ้มที่พ่อคนหนึ่งมีให้ลูกยามเห็นลูกไปได้ดี


“หนังสือเล่มนี้ปรากฏ” ยืนยันว่าเขาคนนั้นไม่โกหก สำคัญสุดคือโลกนี้มีความยุติธรรมเพียงพอ

10เดซิเบล
สิงหาคม 2551

จากใจกำมะหยี่ :

หนังสือเล่มนี้โกงอายุ !!! ...

ที่จริงแล้วควรจะได้ชื่อว่า 30+ มากกว่า

เพราะผู้ที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ได้รสชาติและเข้าใจบรรยากาศที่สุด คือ คนที่เติบโตมากับมานี มานะ เคยดื่มเป๊ปซี่ราคาขวดละ 5 บาท ทีวียังมีโลกดนตรีและเจ็ดสีคอนเสิร์ตให้ไปกรี๊ดพี่แจ้และสาวสาวสาว มาบุญครองยังรั้งตำแหน่งศูนย์กลางวัยรุ่นร่วมสมัยในเมืองกรุง ขณะที่คนรุ่นก่อนหน้าอ่านแล้วอาจจะอมยิ้มหรือหัวเราะให้ความโฉดฉาวที่ละม้ายคล้ายกันในช่วงชีวิตของตนได้อย่างไม่สะดุด ส่วนคนรุ่นหลังวัย 18+ จะได้รู้ว่า ยุคสมัยที่แตกต่าง อาจมีบางสิ่งที่ไม่เหมือนกัน หากบางอย่างมิได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย

ชีวิตในแต่ละยุค โดยเฉพาะช่วง “เด็กไม่ใช่ ผู้ใหญ่ก็ไม่เชิง” เป็นความทรงจำที่ผู้ใหญ่ทุกคนพึงระลึกถึง แม้ภาพเหล่านั้นมักจะงดงาม (เมื่อเราผ่านพ้นมาได้และมันกลายสภาพเป็นความทรงจำ) แต่ก็ยากที่จะสรุปว่าชีวิตของใครจะเป็นแบบอย่างหรือแนวทางให้ใครได้ เราไม่คิดจะกีดกันเยาวชนจากการชิงสุกก่อนห่ามด้วยการอ่านหนังสือเล่มนี้ แต่ยังใคร่จะขอย้ำอีกครั้งอย่างเป็นทางการว่า 18+ เป็นหนังสือสำหรับผู้ใหญ่ (และผู้หญิง) ที่มีใจเปิดกว้าง

ถ้าไม่แน่ใจตัวเอง ลองเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ดู และโปรดตระหนักไว้ด้วยว่า... เราเตือนคุณแล้ว


(วางแผงครั้งแรก งานมหกรรมหนังสือ 11-23 ตุลาคม 2551 นี้)

>> คลิกไปลองอ่านดู


เขาว่ากันว่า :

ถึงจะรู้ว่าเป็นจริงในสังคมมนุษย์ไม่ได้ แต่ครั้งหนึ่งผมเคยฝักใฝ่ในทัศนคติแบบอนาธิปไตย โดยเฉพาะในงานศิลปะ อนาธิปไตยสร้างความตื่นเต้นที่ชวนให้ตื่นตัว หลายครั้งผมหวังจะสร้างงานที่เต็มไปด้วยความดิบ สับสน แต่เต็มไปด้วยพลังของการแสดงออก แต่ผมพบว่าผมเป็นคนเจ้าระเบียบเกินไป รักสะอาดเกินไป และสุภาพเกินไป ผมอ่านผลงานเขียนของ 10เดซิเบล ด้วยความอิจฉาในคุณสมบัติอนาธิปไตยของเขา เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องยืนยันว่า ในศิลปะทุกแขนงควรมีผลงานแบบนี้แอบแฝงอยู่ ปราบดา หยุ่น




โฆษณาแอบแฝง


::: รักหมายเลขศูนย์ :::


หนังสือเกี่ยวกับเรื่องรักๆ

“รัก” คำที่แสนสั้นแต่สามารถอธิบายอะไรได้ยืดยาว บ้างสุข บ้างทุกข์ รวมถึงความว่างเปล่าที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และนั่นอาจหมายถึง “รักหมายเลข 0”

หนังสือนอกสำนักที่เราขอร่วมภาคภูมิใจเสนอ เพราะเป็นงานที่เกิดขึ้นจากหัวใจ และที่สำคัญคือการลงแรงกายคนละไม้ละมือของผู้ร่วมงานหลากหลายสังกัด ตั้งแต่หน้าปก รูปเล่ม จนถึงแท่นพิมพ์ ทำให้ “สำนักพิมพ์. 1” ประกอบด้วยความรัก ความรักที่นำไปสู่การตั้งราคาขายเท่ากับราคาทุน ด้วยสูตรศูนย์จุดหกคูณราคาหน้าปก

55 บาทขาดตัว หมดแล้วหมดเลย

เพราะปรากฏการณ์มหัศจรรย์เช่นนี้คงจะไม่บังเกิดขึ้นอีกบ่อยนัก


หาซื้อได้ที่งานมหกรรมหนังสือเดือนตุลาคม 2551 นี้ เช่นกันจ้า

Sep 2, 2008

รอลุ้นร่วมกันกับผลงานเล่มใหม่ "แพร์ซโพลิส"

หลังงานเปิดตัวหนังสือชุด "มูราคามิ" เสร็จสิ้นเรียบร้อยโรงเรียนกำมะหยี่แล้ว ขณะนี้เรากำลังขมักเขม้นดูแลจัดพิมพ์ผลงานชุดต่อไป อันได้แก่ "แพร์ซโพลิส"(Persepolis)หนังสือการ์ตูน (หรือใครจะเรียกว่านิยายภาพเราก็ไม่ว่ากัน)ฝีมือนักวาดการ์ตูนสาวชาวอิหร่าน มาร์จอเน่ ซาทราพิ

แนะนำหนังสือกันนิดนึงเนอะ

แพร์ซโพลิส เป็นนิยายภาพ การ์ตูนอัตชีวประวัติซึ่งมีลายเส้นเรียบง่าย แต่มีเสน่ห์และอารมณ์ขัน นำเสนอเรื่องของเด็กหญิงธรรมดาคนหนึ่งในครอบครัวธรรมดาๆที่อยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สงคราม และการดิ้นรนต่อสู้ ผ่านตัวละครหน้าตาธรรมดาและฉากที่ไม่มีรายละเอียดมากนัก แต่ภาพในการ์ตูนเรื่องนี้สื่อความหมายอย่างได้ผล ช่วยให้เรื่องราวมีชีวิตชีวาและเข้มข้น หลายภาพดูคล้ายภาพพิมพ์แกะไม้ มีการใช้เทคนิคขาวดำที่ตัดกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นี่คือบันทึกความทรงจำที่เฉียบคม ขบขัน และสะเทือนใจ ของเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งเติบโตขึ้นในเมืองหลวงของอิหร่านช่วงปฏิวัติอิสลาม โดยเล่มแรกเป็นวัยเด็กจากอายุ 10 ถึง 14 ปี และเล่มสองเป็นวัยรุ่น อายุ 14 - 24 ปี บอกเล่าชีวิตประจำวันและความแตกต่างของชีวิตในบ้านและชีวิตในที่สาธารณะ กับการกดขี่ที่ผู้ปกครองกระทำกับประชาชน และยังมีการตั้งคำถามกับการเติบโต คุณค่า และราคาของชีวิตมนุษย์ กับการกดขี่ทางการเมือง แสดงให้เราเห็นว่าชีวิตมนุษย์จะดำเนินต่อไป แม้ว่าจะพานพบทั้งเสียงหัวเราะและน้ำตา



กำหนดวางแผง ฤกษ์งามยามดี 911 (รุ่นรถปอร์ชคันโปรดของคุณพ่อนักแปล) --- วันที่ 11 กันยายนนี้ ... แน่นอน!!


และก่อนที่วันเวลาจะกระชับช่องว่างให้นักอ่านผู้ตั้งหน้าตั้งตารอคอยขยับเข้าใกล้ "มาร์จี้" ในภาคภาษาไทย กำมะหยี่มีเรื่องราวเป็นข้อมูลเรียกน้ำย่อยเกี่ยวกับหนังสือที่เรารักและตั้งใจทำอย่างสูงชุดนี้มาเสนอค่ะ เริ่มต้นจากประวัติและทัศนคติของผู้เขียน-ผู้วาด และเจ้าของประสบการณ์ในเรื่อง ... มาร์จอเน่ ซาทราพิ <<< คลิกตามไปทำความรู้จักเธออย่างละเอียดละออ ล้วงลึกกันสุดขั้วหัวใจได้เลยค่ะ

หลังจากนี้อีกวันสองวันเราจะเปิดคอร์สวิชาอิหร่านศึกษาให้ท่านได้ทำความรู้จักประวัติ ที่มาที่ไปเบื้องลึกฉากหลังของเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ จะได้อ่านแล้ว "เก็ต" และหลังจากนั้นอีกนิด เราจะมีบทแรกของทั้งสองเล่มมาให้ดาวน์โหลดอ่านกันก่อนด้วยค่ะ ... เอาใจกันอย่างนี้ ไม่อุดหนุนก็ให้มันรู้ไปเนอะ (ฮา)


ป.ล. ติดตาม ณัฐพัดชา ผู้แปลหนังสือชุดนี้ไปตรวจดูคุณภาพการเข้าเล่มได้ ที่นี่ <<< คลิกตามเธอไปเลยจ้า

มาร์จอเน่ ซาทราพิ


มาร์จอเน่ “มาร์จี้” ซาทราพิ เกิดเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 1969 ที่เมืองรัสต์ในอิหร่าน ใกล้ทะเลแคสเปียน เป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัวชนชั้นกลางที่มีความคิดเห็นค่อนไปทางเอียงซ้าย มีพ่อซึ่งเป็นวิศวกร แม่ซึ่งเป็นนักออกแบบเสื้อผ้า และยายซึ่งสืบเชื้อสายจากพระเจ้าชาห์ที่ถูกโค่นบัลลังก์ เป็นแบบอย่างที่ช่วยหล่อหลอมตัวตน ความคิด และทัศนคติ แต่ความตรงไปตรงมากับการกล้าแสดงออกทำให้เธอประสบปัญหาในการดำรงชีวิต ภายใต้การปกครองอันเข้มงวดและจำกัดสิทธิเสรีภาพของระบอบรัฐอิสลามอิหร่าน

ครอบครัวส่งเธอไปเรียนต่อที่ออสเตรียเมื่ออายุสิบสี่ และเธอก็เผชิญความยากลำบากในการปรับตัวและลองผิดลองถูกเพื่อที่จะทำตัวให้กลมกลืนกับวัฒนธรรมและสังคมเสรีโดยพยายามรักษาตัวตนเอาไว้ เธอเรียนจบมัธยม ติดยา ออกไปร่อนเร่นอนข้างถนนจนล้มป่วย ในที่สุด เธอก็ซมซานกลับบ้านเกิดอย่างคนอกหักเพื่อจะพบว่าตัวเธอและแผ่นดินเกิดเปลี่ยนแปลงและแตกต่างกันไปคนละทางแล้ว

เธอเข้ามหาวิทยาลัยในอิหร่านเพื่อเรียนศิลปะและแต่งงานครั้งแรกเมื่ออายุ 21 ก่อนจะหย่าในอีก 3 ปีต่อมา ในที่สุด เมื่อจบปริญญาตรี มาร์จอเน่ก็ตัดสินใจไปฝรั่งเศส เธอจบปริญญาโทที่สตราสบูร์ก ก่อนจะย้ายเข้าปารีสมาทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบนิตยสารต่างๆและนักเขียนวรรณกรรมเยาวชน ปัจจุบันแต่งงานกับสามีชาวสวีเดนและพำนักอยู่ในย่านมาเรส์ กรุงปารีส มาร์จอเน่เขียน แพร์ซโพลิส เป็นภาษาฝรั่งเศสในปี 1999 และแล้วเสร็จในปี 2000 นับตั้งแต่นั้น เธอไม่ได้กลับอิหร่านที่ซึ่งพ่อกับแม่ของเธอยังใช้ชีวิตอยู่อีกเลย

ตอนที่พิมพ์หนังสือเล่มนี้ครั้งแรก มาร์จอเน่คิดว่าจะมีคนซื้อสัก 300 คน แต่ถึงตอนนี้ หนังสือเล่มนี้มียอดขายกว่าหนึ่งล้านเล่มและได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ ราว 25 ภาษา (ตัวเธอเองพูดภาษาต่างๆได้หกภาษา ฟาร์ซี ฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ สวีเดน และอิตาเลียน) สิ่งที่ทำให้เธอดีใจก็คือหนังสือเล่มนี้มีความเป็นสากล มันไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะชาวอิหร่าน และเป็นเรื่องของการเติบโตในที่ใดๆก็ตามที่มีปัญหา




จากคำบอกเล่าของมาร์จอเน่ ซาทราพิ

ทำไมถึงเขียน แพร์ซโพลิส
นับตั้งแต่มาถึงฝรั่งเศสในปี 1994 ฉันก็เล่าชีวิตในอิหร่านให้เพื่อนฟังตลอด เราเห็นบางเสี้ยวส่วนของอิหร่านในทีวี แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ฉันประสบ ฉันต้องคอยบอกว่า ‘ไม่จริง มันไม่ใช่แบบนั้น’ ฉันพยายามบอกตัวเองมาเกือบยี่สิบว่าฉันไม่ผิดที่เกิดเป็นคนอิหร่าน มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่ฉันทำหรือเลือกที่จะเป็นมากกว่า

หลังจากเรียนจบ พวกเราเก้าคนซึ่งเป็นเพื่อนๆ ศิลปินทำงานในสตูดิโอด้วยกันบอกให้ฉัน ทำอะไรสักอย่างกับเรื่องของเธอสิ พวกเขาแนะนำให้ฉันรู้จักนิยายภาพ ฉันได้อ่านงานของสปีเกลแมนเป็นคนแรก และนึกในใจว่า ‘พระเจ้าช่วย มันเป็นไปได้นี่ที่ฉันจะเล่าเรื่องได้ด้วยวิธีนี้’ มันอัศจรรย์มาก

เขียนนิยายภาพก็เหมือนการทำภาพยนตร์
คนชอบถามว่า ‘ทำไมไม่เขียนหนังสือ’ สำหรับฉัน แพร์ซโพลิส ก็คือหนังสือ หน้ากระดาษที่พูดเกี่ยวกับอะไรสักอย่างและมีหน้าปกก็คือหนังสือ นิยายภาพอาจไม่ใช่วรรณกรรมตามขนบนิยม แต่ไม่ได้แปลว่ามันเป็นรอง ภาพคือวิธีเขียนแบบหนึ่ง ถ้าคุณทำได้ทั้งเขียนทั้งวาด แล้วทำไมต้องเลือกอันใดอันหนึ่ง ฉันก็เลยทำทั้งคู่

เรารู้จักโลกผ่านภาพต่างๆอยู่ตลอดเวลา เช่น ภาพยนตร์เป็นต้น แต่การทำภาพยนตร์ต้องมีนายทุนและเงินและมีคนมากมายทำงานให้ แต่การเขียนนิยายภาพเราต้องการแค่ตัวเราเองกับบรรณาธิการเท่านั้นเอง


ฉันต้องการบอกอะไร
ฉันเป็นพวกสันตินิยม ฉันเชื่อว่ามีวิธีการต่างๆ ในการแก้ปัญหาของโลก แทนที่จะใช้เงินสร้างอาวุธ ประเทศต่างๆ น่าจะให้ทุนเด็กๆ ไปเรียนหนังสือต่างประเทศ ให้พวกเขากลับมาเป็นอาจารย์ที่เก่งและดี คุณต้องใช้เวลาสำหรับการเปลี่ยนแปลงแบบนั้น ฉันถูกเลี้ยงมาอย่างเปิดกว้าง ถ้าฉันไม่รู้จักคนจากต่างประเทศ ฉันก็คงจะคิดว่าคนชาติอื่นเป็นคนเลวจากข่าวสารที่ได้รับ แต่ฉันรู้จักคนมาก และรู้ว่าไม่มีอะไรที่ดีหรือเลวอย่างสมบูรณ์ เป็นไปได้ว่าจะมีความเลวเท่าๆ กันกระจายอยู่ทั่วไป แต่ถ้าคนมีโอกาสใช้ชิวิตในประเทศอื่นๆ พวกเขาจะเกลียดน้อยลง มันไม่ใช่ยาวิเศษ แต่จะทำให้เราค่อยๆ แก้ปัญหาจากชั้นใต้ดินขึ้นมา ไม่ใช่แก้ที่ผิว ฉันอยากให้คนอ่านหนังสือ แพร์ซโพลิส จะได้เห็นว่าฉันเติบโตมาเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ

และเวลาไปแจกลายเซ็น ฉันดีใจที่ได้เจอคนเข้ามาบอกว่า ชอบหนังสือของฉันเพราะมันช่วยเปิดหูเปิดตาไม่ให้เชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน ฉันรู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จ


คุณต้องคิดให้เป็นอิสระจึงจะรู้ว่าจะเขียนอะไร
พ่อแม่ของฉันภูมิใจมากเมื่อได้อ่าน แพร์ซโพลิส ถ้าหากฉันวิพากษ์วิจารณ์พวกท่านอยู่บ้าง นั่นก็เป็นเพราะมันคือความจริง และพวกท่านก็หัวเราะ พ่อของฉันพูดเสมอว่า ‘มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ไม่เคยเปลี่ยนใจ’ พ่อกับแม่ยอมรับว่าเวลาเปลี่ยนและท่านก็ไม่ได้ถูกเสมอไป ท่านสอนให้ฉันรู้ว่าคนเราทำความผิดพลาดได้

พวกท่านเปิดกว้างมากๆ และยอมรับสิ่งที่ฉันพูดและยังเรียกร้องให้ฉันพูดด้วย ฉันรู้สึกอ่อนโยนเพราะพวกท่านเป็นพ่อกับแม่ที่วิเศษมากๆ ท่านมอบสิ่งที่สำคัญที่สุดให้ฉัน นั่นคืออิสรภาพในการคิดและตัดสินใจด้วยตนเอง ของขวัญที่ดีที่สุดที่เราพึงได้รับซึ่งไม่ถูกล้างสมองเพราะโลกหรือเพราะศาสนา




รู้จักมาร์จอเน่ ซาทราพิ จากบทสัมภาษณ์บางตอน

หนังสือเล่มแรกเล่าจากมุมมองของเด็กหญิงที่พยายามเข้าใจสังคมรอบตัว ขณะที่เล่มสองพูดถึงการเติบโตเป็นวัยรุ่นโดยเน้นการทำความเข้าใจตัวเองเป็นหลัก การเขียนเล่มสองยากกว่าเล่มแรกหรือไม่
ในหนังสือเล่มแรก ฉันใช้ข้อดีของการเป็นเด็กน่ารัก ฉันเป็นแค่เด็กเล็กๆ ไม่มีหน้าที่ตัดสินใจหรือทำอะไรด้วยตัวเอง เมื่อโลกรอบตัวเปลี่ยนแปลง ฉันก็เป็นแค่พยานของเหตุการณ์เหล่านั้น สงครามเกิดขึ้น แล้วสักพักสถานการณ์นี้ก็กลายเป็นเรื่องปกติ มนุษย์มีความสามารถที่จะยอมรับเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาในที่สุด ส่วนความรู้สึกในหนังสือเล่มสองจะเป็นการเผชิญปัญหาที่เราประสบเมื่อเดินทางเข้าสู่วัฒนธรรมใหม่ เราต้องปรับตัวและอยากเป็นส่วนหนึ่งของสังคมใหม่ แต่การจะทำเช่นนั้นให้ได้ เราต้องลืมวัฒนธรรมเดิมให้หมดก่อน เพราะวัฒนธรรมเดิมกินพื้นที่ทั้งหมดในตัวเรา ถ้าเราอยากเปิดรับวัฒนธรรมใหม่ เราต้องเอาวัฒนธรรมแรกออก จากนั้นจึงค่อยเลือกว่าจะรับอะไรจากวัฒนธรรมเก่าและวัฒนธรรมใหม่เข้าไปในตัวอีกครั้ง แต่มันจะเป็นช่วงที่เรารู้สึกว่าตัวเราไร้อัตลักษณ์ เราไม่รู้ว่าเราคือใครอีกต่อไป เราอยากเป็นส่วนใหญ่ของสังคมใหม่ แต่ก็มีสังคมเดิมอยู่ในใจ ปัญหาเดียวกันเกิดเมื่อเราจากบ้านไปและกลับคืนมา เรากลายเป็นคนแปลกหน้าทั้งสองที่ ฉันกลายเป็นคนแปลกหน้าในอิหร่านและไม่เสี่ยงกลับไปอีกแล้ว ความแปลกหน้านี้ให้ความรู้สึกดีและความรู้สึกที่แย่ ถ้าฉันบอกว่าฉันเป็นห่วงสถานการณ์ในอิหร่านตลอดเวลา ฉันก็โกหก พวกเราที่ออกจากอิหร่านซึ่งหลายคนไม่มีพ่อแม่มาด้วย ต่างปรารถนาจะเป็นส่วนหนึ่งในสังคมใหม่จนยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ที่ตลกก็คือ เพื่อนชาวอิหร่านทั้งหมดที่ฉันมีตอนนี้ ที่ออกจากประเทศตอนอายุ 12, 13, 14 กลับกลายเป็นพวกชาตินิยมอย่างรุนแรง

คุณอยู่ฝรั่งเศสมานานแล้ว (12 ปี) คุณเรียกที่นี่ว่าบ้านได้หรือเปล่า
ฉันอาจจะอยู่ฝรั่งเศสห้าสิบปีแต่ยังรักอิหร่านมากกว่า ฉันพูดเสมอว่าถ้าเป็นผู้ชาย ฉันคงตอบว่าอิหร่านคือแม่และฝรั่งเศสคือเมีย แม่นั้น ไม่ว่าท่านจะเป็นอย่างไร แต่ฉันก็ยินดีตายเพื่อนท่าน ไม่ว่าอย่างไรท่านก็เป็นแม่ ส่วนเมีย ฉันอาจนอกใจหรือทิ้งเธอ ฉันอาจรักและมีลูกกับเธอ หรืออาจทำทุกอย่าง แต่เมียไม่มีวันเหมือนแม่ แต่ตอนนี้ ฉันไม่มีบ้านแล้วและจะไม่มีวันมีบ้านอีก การใช้ชีวิตอย่างที่ฉันใช้ ไม่มีอนาคต มันมีความแตกต่างใหญ่หลวงเมื่อเราต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมา

ฉันรู้ว่าคนเราสามารถเป็นอะไรสองอย่างที่แตกต่างกันได้ และมันก็ไม่สะดวกนักที่จะนั่งเก้าอี้สองตัวพร้อมกัน แต่จะทำอย่างไรในเมื่อเรามีเก้าอี้สองตัวแทนที่จะมีตัวเดียว ถ้ามองในแง่ดีก็คือฉันสามารถล้มตัวลงนอนได้เพราะฉันมีเก้าอี้สองตัว คนอื่นมีเก้าอี้ตัวเดียว พวกเขานั่งสบายก็จริง แต่นอนไม่ได้

ตอนจบของหนังสือเล่มนี้ คุณออกจากอิหร่านไปฝรั่งเศสเพื่อที่จะมีอิสระในการทำงาน ในฐานะที่เป็นผู้หญิงและเป็นศิลปิน คุณคิดว่าคุณได้รับอิสรภาพในฝรั่งเศสหรือไม่
ได้ค่ะ ปัญหาพื้นฐานของประเทศอย่างอิหร่านก็คือ นอกจากระบอบปกครองและรัฐบาล เรายังมีวัฒนธรรมเป็นตัวนำพาประเทศ นั่นคือสิ่งที่แย่ที่สุด นั่นคือเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลยังอยู่ ไม่ว่าวัฒนธรรมแตะต้องอะไร มันก็จะกำหนดนิยามให้สิ่งนั้น ถ้าแตะจิตวิทยา มันก็จะบอกว่าผู้หญิงอ่อนไหวกว่าผู้ชาย ถ้าแตะแพทยศาสตร์ มันก็จะบอกว่าสมองของผู้หญิงมีน้ำหนักน้อยกว่าสมองผู้ชาย คอยให้คำนิยามของตัวเองกับสิ่งต่างๆ ทั้งการเมือง ศาสนา สถานการณ์เป็นเช่นนั้น นั่นละคะ พวกสิทธิสตรีพากันโกรธที่ฉันปฏิเสธว่าฉันไม่ใช่พวกเรียกร้องสิทธิสตรี ฉันเรียกร้องสิทธิมนุษยชน ฉันเชื่อในมนุษย์ หลังจากได้พบเจอสิ่งต่างๆในโลก ฉันไม่คิดว่าผู้หญิงดีกว่าผู้ชาย ดูพวกทหารหญิงทำในอิรักสิคะ ไม่ได้ดีไปกว่าทหารชายเลย

แสดงว่าคุณคิดว่าสิทธิสตรีคือการนิยามว่าผู้หญิงดีกว่าผู้ชาย อย่างนั้นหรือ
นั่นคือสิ่งที่ฉันรู้สึกค่ะ เวลาพวกเขาพูดว่า ‘พวกผู้ชายทำลายนี่ พวกผู้ชายทำเรื่องนั้น’ จริงๆ คนที่ทำก็คือคนและเพศก็มาทีหลังการกระทำ ฉันคิดว่าการแบ่งแยกว่า ‘เราคือผู้หญิง’ ‘เราคือผู้ชาย’ มันละเอียดเกินไป เราควรพูดว่า ‘เราคือมนุษย์’ มากกว่า มีมนุษย์อยู่สองแบบเท่านั้น คือมนุษย์ที่รักสิ่งแวดล้อม ต้องการสังคมยุติธรรม กับมนุษย์ที่หิวกระหายและชอบสงคราม นี่จึงไม่ใช่เรื่องของตะวันออกกับตะวันตก อเมริกันกับอิหร่าน หรือหญิงกับชาย

คุณตั้งใจแสดงให้เห็นสองแง่มุมของปัญหาและมนุษย์ไว้ในหนังสือทั้งสองเล่ม ไม่ว่าจะเป็นตัวคุณเอง ยายของคุณ หรือตัวละครประกอบอื่นๆ
โลกนี้ซับซ้อนมาก ในหนังสือฉันเขียนถึงมูลลาห์ที่ดี คนที่ให้ฉันผ่านการสอบสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัย เขารับฉันเข้าเรียน ฉันจึงไม่อาจเขียนว่า มูลลาห์ทั้งหมดไม่ดี เพราะมีคนที่เชื่อในความซื่อสัตย์อยู่ มันง่ายกว่าถ้าจะบอกว่าพวกเขาทั้งหมดเลวร้าย ชีวิตฉันก็คงง่ายขึ้น แต่ทุกอย่างซับซ้อนกว่านั้น มีความดีมากเหลือเกินในความชั่ว และมีความชั่วมากเหลือเกินในความดี

การค้นหาตัวตนในเรื่อง คุณเล่าเรื่องที่เป็นส่วนตัวมากๆ ในการแสดงให้เห็นว่าคุณพยายามลองผิดลองถูกมากมายแค่ไหน โดยไม่รู้สึกว่าใช่สักที ยากไหมกับการย้อนนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้นและเขียนถึงมัน
ยากกว่าเขียนเล่มแรก เพราะเล่มที่สองฉันไม่ไร้เดียงสาอีกต่อไปแล้ว และไม่มีอะไรเป็นแบบอย่างในการตัดสินการกระทำของตัวเอง เรื่องต่างๆ เกิดขึ้น และฉันก็เติบโตเป็นตัวละครที่เล่นตามการตัดสินใจของตัวเอง เล่นละครชีวิตของตัวเอง สิ่งที่ยากคือการพยายามซื่อสัตย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันเล่าเรื่องที่ตัวเองแจ้งความให้องครักษ์ปฏิวัติจับผู้ชายคนหนึ่งเพื่อที่ตัวเองจะไม่โดนจับ เรื่องแบบนี้ไม่น่าภูมิใจเท่าไรนัก แต่นั่นคือการบอกว่า คนเราจะทำอย่างไรเมื่อรู้สึกกลัว เราสามารถทำตัวได้แย่มากๆ

ยายของคุณเป็นศูนย์กลางศีลธรรมในหนังสือทั้งสองเล่ม คุณจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับท่านอีกหรือเปล่า
วันที่ฉันตาย ถ้าคุณเอาหนังสือของฉันทั้งหมดมารวมกัน คุณจะเห็นมหากาพย์ครอบครัว หนังสือเรื่อง Embroidery จะพูดถึงคุณยายเป็นตัวละครหลัก ทุกอย่างจะดำเนินไปรอบๆ เธอ ฉันมีหนังสืออีกเล่มจะออกในฝรั่งเศสในเดือนตุลาคมชื่อ Chicken with Plums เกี่ยวกับลุงของแม่ ฉันปรากฏตัวแค่สองหน้าเท่านั้นแล้วก็หายไป ทำตัวเหมือนฮิตช์ค็อกในภาพยนตร์ของเขาเลย

คุณจบหนังสือเล่มที่สองแบบสั้นๆ ห้วนๆ เหมือนเล่มแรก โดยบรรทัดสุดท้ายพูดถึงครั้งสุดท้ายที่ได้พบยาย และเรื่องก็จบที่สนามบินเหมือนกัน
ฉันเกลียดสนามบิน การกล่าวอำลาเป็นคำที่แย่ที่สุดสำหรับฉัน มันหมายถึงว่าพวกเขาอาจตายจากและฉันจะไม่ได้พบพวกเขาอีก ไม่ว่าใครก็ตาม แม้กระทั่งคนที่ฉันพบแค่หนึ่งชั่วโมง ฉันชอบคำว่าตลอดไปมากกว่า เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป ฉันจะได้เจอคุณตลอดไป

คุณรู้สึกว่าคุณมีความรับผิดชอบต่อคนอิหร่านหรือไม่ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้น
ใช่ค่ะ ปีที่แล้วมีคนจากแอลเอเสนอว่าอยากทำเรื่องนี้เป็นละครซีรีส์ เหมือนเบเวอร์ลีฮิลล์ แต่เกิดขึ้นในอิหร่าน โดยใช้หนังสือของฉันเป็นพื้นฐาน มีคนหนุ่มสาวมากมาย แล้วก็มีระเบิด ฉันไม่รู้ว่าแนวคิดของการทำแบบนี้คืออะไร แต่พอนึกภาพว่าพวกเขาจะให้เจนนิเฟอร์ โลเปซ มาเล่นเป็นพ่อ มันก็คงวุ่นวายพิลึก ต่อให้พวกเขาจ่ายสองล้านเหรียญ ฉันก็คงไม่รับ เวลาคุณเขียนหนังสือแบบนี้ คุณมีความรับผิดชอบบางอย่าง คุณไม่อาจปล่อยให้ใครต่อใครเอามันไปเปลี่ยนไปพลิกเป็นอย่างอื่นได้

คุณเขียนเป็นภาษาเปอร์เซียบ้างไหม
ก็ไม่ค่อยนะ เพราะว่าอย่างหนังสือ แพร์ซโพลิส ฉันเขียนให้คนอื่นอ่าน ไม่ใช่ให้คนอิหร่าน ถ้าเป็นคนอิหร่านอ่าน ฉันก็ไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย และฉันพูดภาษาฝรั่งเศส ตอนนี้ก็ดีกว่าที่จะเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส ไม่ใช่เปอร์เซีย ฉันคิดว่าถ้าเป็นภาษาเปอร์เซีย น่าจะมีคนอื่นเขียนได้ดีกว่าฉัน




ทัศนะของมาร์จี้

“สำหรับฉัน การสูบบุหรี่ก็เหมือนการมองดูจิตวิญญาณของตัวเอง มีอะไรบางอย่างที่เป็นกวีเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ จากท่าทางการคีบบุหรี่ จุดบุหรี่ สูบบุหรี่ กลิ่นรสของมัน ฉันชอบทุกอย่างเกี่ยวกับการสูบบุหรี่” เธอไม่เห็นด้วยกับการเลิกความสุขทุกอย่างเพื่อแลกกับการมีชีวิตยืนยาว “เราปฏิเสธทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับความสุข การกิน จากคอเลสเตอรอล การมีเพศสัมพันธ์ จากเอดส์ การสูบบุหรี่ และมะเร็ง สังคมป่วยไข้เท่านั้นที่ปฏิเสธความสุข ทำไมเราต้องมีชีวิตอย่างคนป่วยเพื่อฝังร่างลงในดิน ฉันหวังว่าเลือดเนื้อของฉันจะเน่าเปื่อยจนโลกไม่ต้องการ ทำไมต้องกลัวในเมื่อทุกวันที่เรามีชีวิตอยู่ เราก็ใกล้ความตายเข้าไปหนึ่งวัน”

“ฉันโง่มากตอนอายุยี่สิบ ฉันคิดเลขเก่งมากจนคิดว่าตัวเองฉลาดเป็นกรด แต่ฉันไม่ฉลาดในการใช้ชีวิต ฉันก้าวร้าวเกินไป ตัดสินใจผิดตลอดเวลา เชื่อว่าตัวเองเป็นคนดีทั้งที่จริงๆ ไม่ใช่ คิดว่าตัวเองเป็นคนร้ายกาจทั้งที่จริงๆ ไม่ใช่ ทุกอย่างที่ฉันคิดผิดไปหมด แต่พออายุมากขึ้น อะไรๆ ก็ดีขึ้น”

“ฉันไม่เคยสนใจว่าคนคิดอะไรหรือพูดอะไร นั่นคือจุดเริ่มต้นของอิสรภาพ สิ่งที่ดีที่สุดที่ฉันเคยทำในชีวิตก็คือการถามตัวเองว่า ฉันชอบทุกคนหรือ และคำตอบก็คือไม่ ฉะนั้น ทำไมทุกคนต้องชอบฉันด้วย ถ้ามีคนไม่ชอบฉัน แล้วจะทำไม ฉันก็ไม่ชอบพวกเขาเหมือนกัน”

“ฉันคิดว่าคนที่มองหนังสือของฉันเป็นเรื่องการเมืองต้องไปหาคำตอบเอาเอง พวกเขาจะให้ฉันรับผิดชอบสิ่งที่ฉันไม่ได้ทำได้ยังไง ฉันไม่ได้อยากให้มันเป็นบทเรียนประวัติศาสตร์ การเมือง หรือสังคม ฉันไม่ใช่นักสังคมวิทยา ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ฉันก็เป็นแค่คนคนหนึ่งเท่านั้น และเมื่อคุณเริ่มต้นด้วยคนคนหนึ่ง คนคนนี้จะเป็นสากล ถ้าคุณอยากทำบทเรียนประวัติศาสตร์ หรือการเมือง ก็ไม่มีอะไรที่เป็นสากลน้อยกว่านั้นอีกแล้ว ตอลสตอยเคยบอกว่า ‘ถ้าอยากพูดกับโลกนี้ ให้เขียนเรื่องหมู่บ้านของตัวเอง’”



Aug 27, 2008

วิดีโองาน "รวมพลคนอ่านและไม่อ่านงานมูราคามิ"

ในที่สุด เราก็ตัดต่อวิดีโอแสงสีเสียงของรายการบนเวทีในงาน "รวมพลคนอ่านและไม่อ่านงานมูราคามิ" จนสำเร็จเสร็จสิ้นแล้วส่วนหนึ่ง ที่นำมาลงนี้เกินครึ่งแล้วล่ะ ที่เหลือจะทยอยตามมาในไม่ช้านี้

จากผลการลงคะแนนในโพล เสียงส่วนใหญ่ต้องการให้เป็นจอเล็ก+คุณภาพของภาพชัดแจ่ม เราก็จัดให้ตามนั้น เนื่องจากเป็นการอัดสดเข้าไมโครโฟนของกล้องซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเวที เสียงจึงอาจจะเบานิดนึง อย่างไรก็ตาม ขณะรอโหลดภาพ ท่านสามารถคลิกหรือลุกขยับไปหมุนเพิ่มระดับเสียงของลำโพงเตรียมรอไว้ จะได้ไม่หงุดหงิดเพราะพลาดการสนทนานะจ๊ะ

เห็นหน้าจอเป็นแผงพรืดอย่างนี้ เกรงว่าจะมีคนตกใจ ดังนั้นขอธิบายสรุปเนื้อหาตามลำดับ ใครอยากรับชมตอนไหนเป็นพิเศษไม่อยากกดดูทุกช่อง จะได้กดถูกค่ะ

ช่อง 1 - เริ่มด้วยไตเติ้ลแสดงบรรยากาศหน้าร้านก่อนเวทีจะเปิด I ช่อง 2 - เป็นการเปิดเวที
ช่อง 3 - เจ้าสำนักพิมพ์กำมะหยี่ขึ้นเล่าที่มาที่ไปของสำนักพิมพ์ I ช่อง 4 - จุดเริ่มต้นของการพิมพ์งานชุด "มูราคามิ"
ช่อง 5 - ผลงานลำดับต่อไปของกำมะหยี่



ส่วนวิดีโอข้างล่างนี้ เป็นการสนทนากันในหัวข้อ "มูราคามิ มีอะไรให้พูดถึง"
แต่ละช่องจะมีประเด็นถามตอบจบในตัวเอง ใครมีเวลาไล่ดูให้ครบตามลำดับจะได้ความรู้คู่ความสนุกครบถ้วน
แต่ถ้าใครเน็ตเต่าแถมเวลาน้อย คลิกสุ่มดูและฟังแต่ละช่องก็ไม่เสียอรรถรสค่ะ







Aug 22, 2008

Video Test

ประกาศ

ขณะนี้ เรากำลังนั่งตัดต่อวิดีโอบันทึกภาพงาน "รวมพลคนอ่านและไม่อ่านงานมูราคามิ" อยู่ค่ะ เลยนำส่วนหนึ่งมาลงบล้อกก่อน เพื่อขอความคิดเห็นด้านการรับชมจากท่านๆ ว่ามีปัญหาการรับชมว่า ช้า - สะดุดกึกกัก - ต้องรอโหลดนานหรือไม่ อย่างไร ขอเรียนเชิญแจ้งแถลงไขด้วยค่ะ (ถ้าจะให้ดี ช่วยบอกด้วยนะคะว่าใช้เน็ตอะไรอยู่ เช่น ไวไฟ แลน หรือสายโทรศัพท์) ทางเราจะได้จัดการให้ทุกอย่างเหมาะสม เพื่อนำภาพบรรยากาศการสนทนาบนเวทีในวันนั้นมาเสนออย่างสวยงามค่ะ

ขอบคุณค่ะ

สนพ.กำมะหยี่




---- ทดสอบ วิดีโอขนาดหน้าจอเล็ก - คุณภาพของภาพสูง ---



---- ทดสอบ วิดีโอขนาดหน้าจอใหญ่ - คุณภาพของภาพสูง ---



---- ทดสอบ วิดีโอขนาดหน้าจอใหญ่ - คุณภาพของภาพต่ำ ---




****** ทดสอบวิดีโอที่มีขนาดยาวกว่า ********

---- ทดสอบ วิดีโอขนาดหน้าจอเล็ก - คุณภาพของภาพสูง ---



---- ทดสอบ วิดีโอขนาดหน้าจอใหญ่ - คุณภาพของภาพสูง ---



---- ทดสอบ วิดีโอขนาดหน้าจอใหญ่ - คุณภาพของภาพต่ำ ---




ทดสอบทุกแบบแล้ว ผู้ใดขี้เกียจแสดงความเห็นยืดยาว สามารถตอบแบบสอบถามสั้นๆ ข้างล่างได้ค่ะ

Aug 19, 2008

::: คืนวันรวมพลคนอ่านและไม่อ่านงานมูราคามิ :::: ก่อนเกิดเหตุการณ์



มาแล้วจ้า สดๆ ร้อนๆ จากกล้อง

ภาพบรรยากาศในวันงาน "รวมพลคนอ่านและไม่อ่านงานมูราคามิ" ที่เพิ่งจัดไปหมาดๆ เมื่อคืนนี้เอง นี่เป็นเพียงภาพที่ถ่ายจากกล้องเพียงกล้องเดียวนะคะ อีกไม่นานจะมีภาพจากกล้องอื่นเข้ามาเพิ่มเติมให้ดูกันอย่างหนำใจ

นอกจากนั้น ยังมีข่าวดีสำหรับผู้พลาดพลั้ง ไม่สามารถไปร่วมงาน เราได้เก็บภาพวิดีโอของงานอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบ ขอเวลาแปลงไฟล์ ตัดต่อสักนิด อีกไม่นานภาพเคลื่อนไหวพร้อมแสงสีเสียง สาระต่างๆ จะตามมาอย่างแน่นขนัดจ้ะ


เริ่มต้นกันที่เบื้องก่อนงาน อันได้แก่การจัดเตรียมสถานที่ คุณวัชร เจ้าของพาร์คกิ้ง ทอยส์ ลงมาช่วยจัดวาง สั่งการประดับตกแต่งหน้าร้านบริเวณจุดลงทะเบียนด้วยตัวเองเลยทีเดียวเชียว

ฟ้าเริ่มเมฆหนา อากาศอ้าวๆ คล้ายช่วงก่อนฝนมา พลพรรคกำมะหยี่เริ่มสบตาพูดถึงการปักตะไคร้กันเป็นระยะๆ ส่วนสองมือก็จัดหนังสือบนโต๊ะลงทะเบียนและจุดต่างๆ

คุณป๋องและคุณเรืองกิตผู้รับหน้าที่ประชาสัมพันธ์จัดงานและเชิญสื่อ ขยับจัดเวที ติดป้ายแข็งขัน

คุณภัทและเพื่อนใส่เสื้อสีม่วงเข้ากับบรรยากาศของงาน ถือกล้องมาเตรียมเก็บภาพด้วย สองคนนี้แฟนพันธ์แท้ สปิริตสูงมากๆ เดินทางมาจากเอกมัยเลยทีเดียวนะ ต้องขอบคุณมากๆ ที่มีใจให้กันถึงขนาดนี้ค่า

คลิกไปติดตามต่อ >> :::: ต้อนรับขับสู้ ก่อนเปิดเวที



::: คืนวันรวมพลคนอ่านและไม่อ่านงานมูราคามิ :::: ต้อนรับขับสู้ ก่อนเปิดเวที



ห้าโมงนิดๆ แขกเหรื่อ ทั้งผู้อ่านและไม่อ่านงานมูราคามิเริ่มทยอยมาถึง

พี่แป๊ด ดวงฤทัย เจ้าสำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัดนำทีม พาคุณโลเลและเพื่อนพ้องมาด้วยกันจากราชดำเนิน

คุณคมสันเดินทางมาถึงจากสุขุมวิท อาจารย์ต้นและคุณพอล เฮง คุณเอก พิธีกรอารมณ์ดีอีกท่านตามมาติดๆ

พลพรรคแปลงกาย เปลี่ยนเสื้อเป็นสีม่วง สีประจำสำนักพิมพ์ของเรา ต้อนรับขับสู้ผู้มีใจเดินทางไกลข้ามเมืองมาร่วมงาน




คลิกไปติดตามต่อ >>::: ปรากฏการณ์บนเวที



::: คืนวันรวมพลคนอ่านและไม่อ่านงานมูราคามิ :::: ปรากฏการณ์บนเวที



ได้เวลาตามฤกษ์สะดวก ผู้ร่วมงานทยอยเข้าจับจองเก้าอี้สวยๆ ในร้าน ทุกคนต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าร้านสวยเหลือเกิน โซฟาหลากสไตล์ โคมระย้างดงามหลายแบบ ช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความอัศจรรย์ในงานได้อย่างวิเศษ

คุณคมสันกับคุณเอกขึ้นเวที เปิดรายการอย่างฮาเฮ เชิญมาดามมิว - อธิชา มัญชุนากร กาบูล็อง เจ้าสำนักพิมพ์กำมะหยี่ขึ้นเวทีเล่าเรื่องราวความเป็นมาของสำนักพิมพ์ และเปิดเผยเบื้องหลังถึงเหตุผลที่หาญจัดพิมพ์หนังสือของพี่มุฯ รวดเดียวถึงสามเล่ม

ต่อจากนั้นถึงคิวของอาจารย์ต้น คุณพอล เฮง แฟนมุราคามิซึ่ม ขึ้นเวทีพูดคุยถึงงานพี่มุฯ อย่างละเอียดยิบ ไม่นานนักคุณแป๊ด ดวงหทัย ก็ขึ้นเวทีสมทบ


บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างเป็นกันเองตามประสาคนคอเดียวกัน ปิดท้ายด้วยเพลงแจ๊ซที่เกี่ยวเนื่องกับหนังสือพี่มุ เป็นอันจบงานอย่างเป็นทางการจ้า

ผู้ที่สนใจรายละเอียดการพูดคุยนั้น นอกจากวิดีโอคลิปที่จะนำเสนอที่นี่ในอีกไม่นานนี้ เรายังจะเผยแพร่ออกอากาศทางวิทยุ (ชื่อรายการ สถานีและเวลาการออกอากาศจะนำมาแจ้งในภายหลังเน้อ) รวมทั้งแกะเทปการสนทนาอย่างละเอียด เพื่อเผยแพร่ที่นี่และในนิตยสารที่แจ้งความจำนงค์มาแล้วด้วยจ้ะ


ปิดท้ายด้วยรูปเพื่อนๆ ที่มาให้กำลังใจสำนักพิมพ์กำมะหยี่เป็นพิเศษ ขออภัยที่ไม่สามารถเก็บภาพทุกคนที่มาร่วมงานได้ครบนะ แต่เราได้จดจำใบหน้าและน้ำใจของทุกท่าน ทั้งสื่อมวลชนและนักอ่านหรือนักไม่อ่าน เอาไว้เรียบร้อยแล้ว


ขอบคุณทุกคนมากๆ ค่ะ/ครับ


สำนักพิมพ์กำมะหยี่





Aug 4, 2008

"กว่าจะเป็นปก"





หลังจากเผยโฉมปกหนังสือชุดมูราคามิออกไปสู่สายตาสาธารณชน ก็มีเสียงตอบรับเข้ามาอย่างหนาแน่น
มีทั้งเสียงชื่นชมเชยว่าสวยได้ใจเสียเหลือเกิน สวยกว่าปกเมืองนอกอีก
มีทั้งติติงตกใจว่าทำไมมันหม่นโศกได้ดีแท้
และหลายเสียงกระซิบหลังไมค์ว่ากำมะหยี่ช่างกล้า ... ทำปกสีดำ

ที่เป็นเช่นนั้น เพราะมีเสียงโจทย์จันเป็นตำนาน เสริมความหนักแน่นด้วยสถิติจากบรรดาสายส่งหนังสือว่า

ปกสีดำ ...... ไม่วิ่ง

พร้อมคำเตือน

เลี่ยงได้ ...... ก็เลี่ยงซะ

แต่เราไม่เลี่ยง ... แถมยังตัดสินใจให้ภาพปกในหนังสือ ชุด แกรนด์ เมจิค งานนักเขียนใหญ่เล่มต่อๆ ไปของเรา เป็นปกจากภาพขาวดำเช่นนี้ทุกเล่ม เพราะเราเชื่อมั่นว่า คนอ่านของงานชุดนี้มีวุฒิภาวะ มีวิจารณญาณเพียงพอที่จะไม่วางหนังสือลงเพียงเพราะหนังสือเล่มนั้นมี "ปกสีดำ"



--- และเพราะเราได้ข้อมูลนี้เมื่อดีไซน์เสร็จ ส่งโรงพิมพ์ไปแล้ว (ฮา)


(ติดตามความเป็นมาเป็นไป "กว่าจะเป็นปก" ของหนังสือของเราทุกเล่มได้ที่นี่ เร็วๆ นี้)


Jul 30, 2008

- อาฟเตอร์ ดาร์ก - ราตรีมหัศจรรย์ - บททดลองอ่าน

....เอี้ยด....

สายรายงานมาด่วนจี๋ สดใหม่ราวกับอยู่ในเหตุการณ์ว่า วันนี้มีแฟนมูราคามิ ติดตามล่าหาหนังสือเล่มใหม่ คือ อาฟเตอร์ ดาร์ก หรือในชื่อไทยว่า "ราตรีมหัศจรรย์"ในงานอมรินทร์ บุค แฟร์ แล้วต้องผิดหวังเมื่อปรากฎว่าหนังสือยังไม่วางแผง สอบถามเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีใครรู้เรื่อง

โธ่ๆๆๆ ... ขออภัยที่ทำให้เสียเที่ยวนะคะ แต่ทางโรงพิมพ์ภาพพิมพ์แจ้งยืนยันมาแน่นอนว่า หนังสือเสร็จเรียบร้อยลงจากแท่น ส่งให้สายส่งเรียบร้อยแล้วเมื่อวานนี้ อาจจะเป็นเพราะการจราจรติดขัดบริเวณหน้าศูนย์สิริกิติ์ หนังสือจึงยังไปไม่ถึง คาดว่าคงกินเวลาไม่นาน

ตั้งแต่วันศุกร์ที่ ๑ สิงหา รับรองมีแน่นอนค่ะ

เพื่อเป็นการปลอบใจ... ท่านใดที่พลาดไป ถ้ารอได้อีกนิด สั่งหนังสือโดยตรงกับเราที่ gammemagie@gammemagie.com รับส่วนลด ๑๕% พร้อมลายเซ็นคุณนพดล เวชสวัสดิ์ และโปสเตอร์ขนาดใหญ่ (ให้เป็นพิเศษเลย ปกติเราจะแจกให้ผู้ที่ซื้อครบสามเล่มเท่านั้น)ฝากไปรษณีย์ไทยส่งให้ถึงบ้าน

ระหว่างที่รอ คลิกภาพประกอบขวามือ เพื่ออ่านบทตัวอย่างแรก เป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนได้ค่ะ

Jul 25, 2008

เผยโฉม โปสเตอร์

.
-------------------------------------
ออกแบบเป็นพิเศษ จัดพิมพ์เพื่อเอาใจแฟนๆ มูราคามิโดยเฉพาะ

มีให้เลือกสะสมสองขนาด

ครึ่ง A3 ขนาดเล็ก เมื่อซื้อหนังสือในชุดนี้หนึ่งเล่ม
ซื้อทั้งชุด รับไปเลย ขนาดใหญ่ ครึ่ง A2

ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งนะจ๊ะ


Jul 24, 2008

กระดานความเคลื่อนไหวล่าสุดของสำนักพิมพ์กำมะหยี่

________________________________________________

เพล้ง!!!!

มีใครได้ยินเสียงอะไรแตกหรือเปล่าคะ

หน้าของเราเองค่ะ ฮ่าๆๆๆ

(เอ้า เก็บเศษหน้าที่กระจัดกระจายไปทั่วกลับคืนมาแล้ว ลุกขึ้นจับโทรโข่งป่าวประกาศใหม่)

หลังจากประกาศโม้ไปหมาดๆว่า เราจะออกหนังสือชุดมูราคามิสามเล่มรวดของเราก่อนกำหนดฉาย เอ้ย...วางแผง เพื่อให้ทันงาน "Amarin Book Fair ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 30 ก.ค. ถึง 3 ส.ค.นี้ ปรากฎว่า ข่าวล่าสุดแจ้งว่า คิวแท่นพิมพ์แน่นเอี้ยด ออกหนังสือทันงานได้แค่เล่มเดียวคือ "ราตรีมหัศจรรย์" (After Dark) หนังสือเล่มล่าสุดของพี่มุรา (Haruki Murakami)

ส่วนอีกสองเล่มคือ Norwegian Wood กับ A Wild Sheep Chase จะติดตามมาร้อนๆ วันที่ ๕ สิงหาคมนี้ ตามกำหนดเดิมจ้า

ส่วนโปสเตอร์ที่ออกแบบเพื่อการสะสมเนื่องในโอกาสอันงดงามนี้โดยเฉพาะ พิมพ์เสร็จเรียบร้อย รอให้แฟนๆ มารับเท่านั้น

รีบจับจองเป็นเจ้าของก่อนใครได้แล้วในงานนี้

ช้า หมด อด ไม่รู้ด้วยเน้อ

Jul 21, 2008

ความคืบหน้าอื่นๆ ที่เราว่าน่าสนใจ :)

________________________________________________

กำมะหยี่จัดรายการพิเศษสุด ทั้งลดราคา ทั้งแจกของแถม

สำหรับผู้ที่สั่งซื้อหนังสือโดยตรงที่ gammemagie@gammemqgie.com นอกจากจะได้รับส่วนลด 15% และรอรับหนังสือสบายอารมณ์อยู่ที่บ้าน แถมยังจะได้โปสเตอร์เอาไปสะสมแล้ว

คุณนพดล เวชสวัสดิ์ นักแปลคนขยันของเรายังเปิดไฟเขียว พร้อมสะบัดปลายปากกาเซ็นลายเซ็นสวยๆให้ในโอกาสพิเศษสุดนี้ด้วย

อีเมลมาด่วน! เพราะมีจำนวนจำนวนจำกัด (เนื่องจากเกรงใจคนเซ็น)

ส่วนลายเซ็นของมูราคามิ อาจจะต้องรอเล่มต่อๆไปที่เรากำลังติดต่อลิขสิทธิ์อยู่นะจ๊ะ



- ชุด “มูราคามิ”

หลังจากประสานงานบรรเลงเพลงราววงออเครสตา (ดังสำนวนของคุณนพดล เวชสวัสดิ์) ในที่สุดก็ส่งเราก็ไฟล์ต้นฉบับไปยังโรงพิมพ์ภาพพิมพ์เรียบร้อยแล้ว “คุณจ้อก” ณ โรงพิมพ์ภาพพิมพ์มีน้ำใจรับปากจะลัดคิวขึ้นแท่นให้โดยด่วน เพื่อให้ทันอวดโฉมทันงานอมรินทร์ บุค แฟร์

ทางด้านทีมงานเตรียมตัวแบ่งหน้าที่ตรวจพรู้ฟขั้นสุดท้าย ก่อนจะส่งผลงานที่เราภาคภูมิใจชิ้นนี้ออกสู่อ้อมใจแฟนๆมูราคามิที่สนใจสอบถามมามากมายทาง gammemagie@gammemagie.com

นอกจากหนังสือแล้ว กำมะหยี่ยังทุ่มทุนจัดทำโปสเตอร์ของหนังสือชุดนี้เป็นพิเศษ รายละเอียดและเงื่อนไขการจับจองเป็นเจ้าของ จะนำมาแจ้งในโอกาสต่อไป




- Persepolis - แพร์ซโพลิส

เพื่อให้ผลงานที่เรารักมากชิ้นนี้ออกมาสำเร็จเรียบร้อยสมกับการรอคอยของใครหลายๆคน เราจึงขยายเวลาการทำงาน เลื่อนกำหนดวางแผงออกไป จากเดิมจะวางตูมตามทีเดียวพร้อมกับชุดมูราคามิวันที่ 5 สิงหานี้ ไปเป็นสิ้นเดือนสิงหาแทน

งานจัดทำการ์ตูน ดูผาดๆเหมือนจะไม่มีอะไรมาก แต่ที่จริงแล้วเป็นงานละเอียดอ่อน ต้องใช้เวลาและสายตาคมกริบคอยตัดต่อเนื้อความให้ลงช่องอย่างลงตัว แพร์ซโพลิส ทั้งสองเล่ม อยู่ระหว่างการตรวจแก้ไข และการออกแบบปกใหม่ ซึ่งถึงแม้ว่าจะสามารถนำปกของเวอร์ชั่นฝรั่งเศสมาใช้ แต่เราเลือกจะมอบหมายให้คุณอาร์ท (http://www.try2benice.com) ผู้แทบจะเป็นฝ่ายศิลป์ของเรากลายๆ แล้วดูแลจัดการ “เสก” สรรค์ออกมามากกว่า

ดูจากกำหนดการและความตั้งใจของผู้ร่วมงานทุกคนแล้ว งานชิ้นนี้ต้องออกมาทันกำหนดอย่างเรียบร้อยสวยงามแน่นอน



ไอหมูซู่ซ่า (ชื่อชั่วคราว)

ผลงานเขียนชิ้นแรกของสิบเดซิเบล และเป็นหนังสือเล่มที่สามของเขาที่เราจะจัดพิมพ์เป็นลำดับต่อไป ขณะนี้ผ่านการตรวจพิจารณาปรับเกลา ลดดีกรีความทะลึ่งทะเล้นให้อยู่ในระดับที่คนทั่วไปยอมรับได้จากบรรณาธิการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รอเพียงคิวจัดหน้า ออกแบบปก และอื่นๆ ก่อนจะส่งโรงพิมพ์ ขึ้นแท่น วางแผงต่อไปภายในปีนี้แน่นอน



ผลงานสำหรับปีหน้า

ระหว่างการจัดพิมพ์หนังสือที่จะออกในปีนี้ ซึ่งเราตั้งใจว่าจะออกสัก 8 เล่มพอ เพื่อให้เหมาะสมกับขนาดสำนักพิมพ์ เมื่อมีเวลาว่าง ถึงจะแสนน้อยนิด แต่ทีมงานของเราก็ไม่ละเลย เที่ยวสอดส่ายสายตาเฟ้นหานักเขียนไทยหน้าใหม่ไฟแรงและหนังสือจากนักเขียนต่างประเทศในหลายๆภาษา เพื่อนำเสนอในปีหน้าและปีต่อๆไป

ผลงานของกำมะหยี่ส่วนใหญ่จะเป็นผลงานแปลจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันจะมีการเปิดตัวนักเขียนไทยใหม่ๆที่น่าสนใจด้วยเช่นกัน โดยจะแบ่งผลงานออกเป็น 2 คอลเล็คชั่น คือ

1. Grande Magie (Grand Magic) ผลงานของนักเขียนใหญ่ที่ได้รับการยกย่องทางวรรณกรรม เช่น มุราคามิ, กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ , มิลาน คุนเดรา, มาร์เซล พรูตซ์ และนักเขียนที่ได้รับรางวัลใหญ่ๆ เช่น รางวัลโนเบล, บุคเกอร์, พูลิตเซอร์

ถึงแม้ว่างานของหนังสือชุดนี้จะหนักหน่วง หาคนอ่านยาก ใครๆก็เป็นห่วงว่ามีเปอร์เซ็นต์ขาดทุนสูง แต่เราตั้งใจจะทำออกมาอย่างน้อยปีละเล่มหรือสองเล่ม


ความเคลื่อนไหวล่าสุด

- หนังสือของนักเขียนรางวัลโนเบลคนหนึ่ง (ขออุบชื่อไว้ก่อนนะจ๊ะ) เราติดต่อเจาะเรื่องลิขสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว เหลือแต่รอเลือกเรื่อง และคำตอบจากนักแปลที่เราติดต่อไว้เท่านั้น


2. Petit Bijou (Little Gem) ผลงานของนักเขียนที่มีความสดใหม่ ควรค่ากับการสนับสนุน ทั้งงานไทยและงานแปล

เล่มหนึ่งเป็นหนังสือสวีเดน ติดต่อลิขสิทธิ์สำเร็จถึงตัวเจ้าของแล้ว เหลือแต่การคัดเลือกนักแปลจากภาษาสวีเดนที่เหมาะสมเท่านั้น อีกเล่มเป็นหนังสือฝรั่งเศสล้อเลียนหนังสือดัง ดาวินชี โค๊ด ภาคเกเก้ โดยนักแปลหน้าใหม่สำนวนร้ายกาจกระชากใจ รับรองได้หัวเราะกันน้ำตาเล็ดน้ำตาไหล มีคนบอกว่าอย่าดูหมิ่นเกย์พาวเวอร์ (นะยะ) ... เราจะรอดู และอีกหลายๆเล่มจากหลายชาติหลากภาษา ทางทีมงานกำลังคัดเลือกกันอย่างพิถีพิถัน

นอกจากนั้น สิบเดซิเบล นักเขียนคนเก่งเจ้าประจำของเราก็จะมีผลงานให้ตามอ่านกันอย่างน้อยสองเล่ม และมีความเป็นไปได้ว่า เราอาจจะได้เปิดตัวนักเขียนไทยใหม่ๆ อีกสักคนสองคนด้วยนะ


พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง

แพร์ซโพลิส ๒ - คืนบ้านเกิด

Persepolis 2

ภาพวาดเป็นภาษาสากล เวลาวาดภาพในสถานการณ์ใดออกมา เช่น คนกำลังกลัวหรือมีความสุข ภาพนั้นจะมีความหมายเดียวกันในทุกวัฒนธรรม เราไม่อาจวาดภาพคนร้องไห้และสื่อให้คนในอีกวัฒนธรรมหนึ่งเข้าใจว่าเขากำลังมีความสุข เขาก็จะแสดงออกในลักษณะเดียวกัน นี่คือความตรงไปตรงมาของภาพวาด"-มาร์จอเน่ ซาทราพิ

ในปี 1984 มาร์จอเน่หลีกหนีจากความกดดันของการปกครองภายหลังการปฏิวัติอิสลามและสงครามอิรักเพื่อไปเรียนต่อในเวียนนา ที่นั่น เธอได้เจอกับบททดสอบของชีวิตวัยรุ่นที่ต้องเติบโตห่างจากเพื่อนและครอบครัว หลังจากการต่อสู้กับการแสวงหาความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมต่างถิ่น เธอเดินทางกลับอิหร่านด้วยใจท้อแท้ และต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเองและประเทศของตน จนนำไปสู่การตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต...อีกครั้ง

จากใจกำมะหยี่ :

กรุณาเรียงตามลำดับ!

ท่านผู้อ่านโปรดทราบ

แพร์ซโพลิส ๒ เล่มนี้เป็นตอนต่อจาก แพร์ซโพลิส ๑
หนังสือชุดนี้เป็นเรื่องราวชีวิตของเด็กหญิงชาวอิหร่านผู้หนึ่งตั้งแต่เด็กน้อยจนเติบใหญ่
เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นหล่อหลอมเป็นตัวตนของเธอนั้น ไล่เรียงลำดับอายุตามลำดับเล่ม
หากต้องการเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “นางสาวมาร์จอเน่” ในเล่มนี้อย่างถ่องแท้
ได้โปรดทำความรู้จักกับ “เด็กหญิงมาร์จี้” ในเล่มหนึ่งเสียก่อน


เขาว่ากันว่า :

"เรื่องล่าสุดและหนึ่งในตัวอย่างที่หฤหรรษ์ของงานเขียนยุคโพสต์โมเดิร์นที่กำลังได้รับความนิยม นั่นคืออัตถชีวประวัติในรูปของการ์ตูน...ลายเส้นของซาทราพินั้นคมกล้าและชัดเจน"--เดอะนิวยอร์กไทมส์บุ๊กรีวิว

"ทั้งการบรรยายและลายเส้นก่อเกิดเป็นภาพที่ทรงพลัง สนุกและสะเทือนใจไปกับชีวิตภายใต้การปกครองของเผด็จการ ... ตอนจบทรงพลัง ละมุนละไม ชวนให้น้ำตาซึม" --ชิลเดรน ลิตเทอเรเจอร์

>>> ดาวน์โหลดตัวอย่างไปลองอ่านดู




ผู้เขียน มาร์จอเน่ ซาทราพิ

มาร์จอเน่ ซาทราพิเกิดเมื่อปี 1969 ในเมืองราชท์ ประเทศอิหร่าน เติบโตที่กรุงเตหะราน ก่อนจะเดินทางไปกรุงเวียนนา โดยต่อมาจบการศึกษาด้านศิลปะที่เมืองสตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบัน มาร์จอเนใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงปารีส ออกผลงานภาพประกอบอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังเขียนวรรณกรรมเด็กหลายเล่ม ผลงานภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง Persepolis ที่เธอสร้างร่วมกับแวงซองต์ ปารงโนด์ ได้รับรางวัลจูรีไพรส์ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ และอีกหลายรางวัลทั่วโลก


>> คลิกไปรู้จักกับเธอเพิ่มเติม พร้อมอ่านสัมภาษณ์เจาะใจ

แพร์ซโพลิส ๑ - เรื่องราวเมื่อเยาว์วัย

Persepolis 1

บันทึกความทรงจำขำขัน คมคายและสะเทือนใจ ของมาร์จอเน่ ซาทราพิ นักวาดการ์ตูนหญิงชาวอิหร่าน ผู้ผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงต่างๆในบ้านเกิดเมืองนอนของตน โดยถ่ายทอดประสบการณ์วัยเด็กที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของประเทศออกมาได้อย่างวิเศษ

แพร์ซโพลิส เล่าเรื่องราวผ่านสายตาของเด็กหญิงตัวน้อยผู้ชาญฉลาดและกล้าพูดกล้าคิด เรื่องราวของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่และเป็นเครื่องเตือนใจให้ตระหนักถึงผลของสงครามและการกดขี่ทางการเมือง ทำให้ได้เห็นวิธีดำเนินชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวและความเลวร้ายของชีวิต และสุดท้าย ทำให้หลงรักเด็กน้อยคนนี้จนหมดใจ


- รางวัลสันติภาพ เฟร์นันโด บวยซา (สเปน) ปี 2003
- "เบสต์คอมิกซ์ออฟเดอะเยียร์" ของ ไทมส์
- หนังสือดีของ นิวยอร์กไทมส์

จากใจกำมะหยี่:

สำนักพิมพ์กำมะหยี่จัดพิมพ์หนังสือการ์ตูน (หรือนิยายภาพ หรืออัตชีว-ประวัติเชิงลายเส้น สุดแต่ประสงค์จะเรียกขาน ตามทัศนคติและเหตุผลต่างๆ นานาของท่าน) เล่มนี้ เพราะเราเล็งเห็นถึงความสำคัญของความแตกต่าง

Persepolis ชื่อของหนังสือเล่มนี้ สามารถอ่านออกเสียงได้หลายอย่าง ด้วยเหตุผลและหลักการที่แตกต่างกัน: แปร์เซอโปลิส (ตามการออกเสียงแบบฝรั่งเศส ต้นฉบับแรกเริ่ม) เพิร์สโพลิส (ตามการออกเสียงในภาษาอังกฤษ ภาษาที่ทำให้หนังสือชุดนี้รู้จักแพร่หลายทั่วโลก) เพอร์เซ็พโพลิส (ตามการออกเสียงตามนัยยะทางประวัติ-ศาสตร์ยึดตามภาษากรีก ชนชาติที่เคยเข้าครองนครแห่งนี้) จนถึง แพร์ซโพลิส ที่เราเลือกใช้ตามการออกเสียงของชาวอิหร่านที่เรารู้จัก และเข้าใจว่าแม้แต่คนอิหร่านด้วยกันเองอาจจะมีคนออกเสียงคำๆ นี้ในสำเนียงที่ต่างออกไป

นอกจากชื่อเรื่องแล้ว Persepolis นำเสนอความแตกต่างในหลายมิติ เรื่องราวของผู้คนที่อยู่ในประเทศที่มีสภาพสังคมไม่เหมือนประเทศของเรา เล่าถึงยุคสมัยและเหตุการณ์ที่เราไม่เคยประสบ ผ่านมุมมองของเด็กหญิงผู้กล้าจะแตกต่างจากคนในสังคมของตน

ความแตกต่างอาจเป็นตัวการสร้างความวุ่นวาย เป็นชนวนสงคราม และเป็นข้ออ้างของการลงมือใช้ความรุนแรง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความแตกต่างนำมาซึ่งการสร้างสรรค์ ช่วยขับเคลื่อนให้โลกของเราพัฒนาก้าวหน้า ช่วยเปิดโลกทัศน์เพิ่มพูนความรู้ หากเปิดใจกว้างรับมุมมองและเหตุผลของความแตกต่างนั้นๆ

และผู้ที่จะตัดสินใจว่า จะเลือกมองเจ้าความแตกต่างนี้ในแง่มุมไหน คือ ตัวท่านเอง


เขาว่ากันว่า :

"ซาทราพิทำให้วัยเยาว์ที่เต็มไปด้วยตำรวจลับและสงครามอันยาวนานกลายเป็นการ์ตูนที่ทั้งสนุกและมืดมน"—ซานฟรานซิสโก
ครอนิเคิล

"บันทึกความทรงจำที่ไม่เหมือนใครและสดใหม่ที่สุดแห่งยุค"--ลอสแองเจลิส ไทมส์



>>> ดาวน์โหลดตัวอย่างไปลองอ่านดู





ผู้เขียน มาร์จอเน่ ซาทราพิ

มาร์จอเน่ ซาทราพิเกิดเมื่อปี 1969 ในเมืองราชท์ ประเทศอิหร่าน เติบโตที่กรุงเตหะราน ก่อนจะเดินทางไปกรุงเวียนนา โดยต่อมาจบการศึกษาด้านศิลปะที่เมืองสตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบัน มาร์จอเนใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงปารีส ออกผลงานภาพประกอบอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังเขียนวรรณกรรมเด็กหลายเล่ม ผลงานภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง Persepolis ที่เธอสร้างร่วมกับแวงซองต์ ปารงโนด์ ได้รับรางวัลจูรีไพรส์ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ และอีกหลายรางวัลทั่วโลก


>> คลิกไปรู้จักกับเธอเพิ่มเติม พร้อมอ่านสัมภาษณ์เจาะใจ

นพดล เวชสวัสดิ์


เกิดวันที่ 21 กันยายน 2494
มัธยมปลาย โรงเรียน เบญจมมหาราช อุบลราชธานี
นักเรียนแลกเปลี่ยนทุน AFS สปริงวิลล์ มลรัฐนิวยอร์ก 1970-1971
นิสิตวนศาสตร์ เกษตร
นิติศาสตร์บัณฑิต รามคำแหง

ประวัติการแปล 2526-ปัจจุบัน
บทความ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 300 ชิ้น
นิยายวิทยาศาสตร์เรื่องสั้น 100 เรื่อง
นิยายซ่อนเงื่อนสยองขวัญ เรื่องสั้น 100 เรื่อง
ผลงานแปล 265 เล่ม

ฮารูกิ มูราคามิ

Haruki Murakami

ตำนานกล่าวไว้ว่า ในวันที่อากาศอบอุ่นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ปี 1974 ขณะดูเบสบอลอยู่ ฮารูกิ มูราคามิ ก็เกิดแรงบันดาลใจในงานเขียนนิยายเล่มแรก ที่ต่อมาได้ชื่อว่า “สดับลมขับขาน” (Hear the Wind sing)

หนังสือเล่มนี้ได้รับรางวัลหนังสือดีเด่นจากนักเขียนหน้าใหม่ และเป็นจุดเริ่มต้นของไตรภาคมุสิก (Trilogy of the Rat) ที่ต่อด้วย พินบอล 1973 (Pinball 1973) และ แกะรอยแกะดาว (A Wild Sheep Chase) งานเขียนของเขาประสบความสำเร็จได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และมีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นนวนิยาย เรื่องสั้น ความเรียงและบทความสารคดี

ฮารูกิ มูราคามิ เกิดที่เมืองเกียวโต เมื่อปี ค.ศ. 1949 แต่ในช่วงวัยเด็กที่เมืองโกเบ พ่อของเขาเป็นพระนักบวช ส่วนแม่เป็น ลูกสาวพ่อค้าในเมืองโอซากา ทั้งสองเป็นครูสอนวิชาวรรณกรรมญี่ปุ่น มูราคามิได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตก มาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะดนตรีและวรรณกรรม เขาเติบโตพร้อมกับการอ่านผลงานของนักเขียนอเมริกันมากมาย เช่น เคิร์ท วอนกุต (Kurt Vonnegut) และ ริชาร์ด โบรติกัน (Richard Brautigan) ผลงานของเขาแตกต่างจากนักเขียนญี่ปุ่นคนอื่นๆ เนื่องจากอิทธิพลตะวันตกนี้นั่นเอง

เขาเรียนวิชาศิลปะการละครที่มหาวิทยาลัยวาเซดะ กรุงโตเกียว ทำงานครั้งแรกในร้านขายแผ่นเสียง (ซึ่งงานเดียวกับโทรุ วาตานาเบะ ตัวละครเอกในเรื่องนอร์วีเจียนวูด) ไม่นานหลังจากเรียนจบ ในช่วงปี ค.ศ. 1974 -1982 เขากับโยโกะ-ภรรยาของเขา เปิดร้านกาแฟ (และเปลี่ยนเป็นบาร์แจ๊ซในตอนกลางคืน) ชื่อ “ปีเตอร์ แค็ต” ในย่านโกกุบุนจิ ที่โตเกียว นวนิยายของเขาหลายเรื่องมีแก่นเรื่องจากเพลงและมีการกล่าวถึงเพลงคลาสสิกมากมาย


>> ฮารูกิ มูราคามิ VS 10 คำถามในนิตยสาร Time

พลพรรคสำนักพิมพ์กำมะหยี่

อธิชา มัญชุนากร กาบูล็อง

อธิชา มัญชุนากร เป็นที่รู้จักกันในฐานะนักแปลหนังสือฝรั่งเศส ที่มีผลงานออกสู่สายตานักอ่านมาแล้วมากมายหลากหลาย หลังจากลงจากคานทอง เพิ่มนามสกุล “กาบูล็อง” ต่อท้ายยาวเหยียดอีกหนึ่งนาม เธอก็จับผลัดจับผลูมาเป็นเจ้าสำนักพิมพ์กำมะหยี่โดยบังเอิญ

ด้วยความที่หนังสือเล่มหนึ่งที่เธอแปลกล่าวไว้ว่า “ความบังเอิญ เป็นเครื่องมือที่พระเจ้านำมาใช้เมื่อท่านไม่ประสงค์จะเปิดเผยตัว” เมื่อมีโอกาสได้ออกงานสร้างสรรค์ที่ให้ประโยชน์ต่อสังคมไทยในระยะยาวด้วยการผลิตหนังสือดีๆ ดังนี้แล้ว เธอจึงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะรุดหน้าสานต่อภารกิจที่ได้รับมอบหมายมานี้อย่างดีที่สุด

ปัจจุบัน อธิชาประสานงานกิจการสำนักพิมพ์กำมะหยี่ผ่านอีเมลและการสื่อสารระบบอื่นๆ จากเมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย

>> ติดตามชีวิต "มาดามมิว" ได้ >>> ที่นี่






สิบเดซิเบล

นักเขียนลึกลับ มาเขียนหนังสือได้เพราะความชิบหายส่องแสงสว่างนำทางให้

มีคนบอกครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นเจ้าของร้านเหล้า ครั้งหนึ่งเคยเป็นพระเอกมิวสิควิดีโอ เจ้าของเหลาจีน อาจารย์สอนคณิตศาสตร์ ขายสมุนไพรบ้างเป็นครั้งคราว เป็นบาร์เทนเดอร์ หรือแม้กระทั่งเป็นคนขายปู แต่อดีตก็คืออดีต หาได้สำคัญใม่ ปัจจุบันเขาหมกมุ่นกับการเขียนหนังสือ มีความสุขกับการเป็นนักเขียนลึกลับ ลึกลับแม้กระทั่งแม่ของเขาเองก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นนักเขียน

>> ติดตามชีวิตที่หยอกล้อกับความชิบหายของเขาได้ >>> ที่นี่






ศรินนี วราทร

ศรินนี วราทร อายุครบสามรอบในปีที่สำนักพิมพ์กำมะหยี่กำลังหัดเดิน ปีที่มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย เธอจบบัญชี จุฬาฯ ต่อโทด้านโทรคมนาคมที่ยูนิเวอร์ซิตี้ออฟเดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา

ทำงานมาหลายตำแหน่งหลากแขนง ตั้งแต่เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ พนักงานวิเคราะห์สินเชื่อ ผู้ตรวจการธนาคารพาณิชย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ดูแลลูกค้าบริษัทให้บริการอินเทอร์เน็ต ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริการทางการเงินผ่านมือถือ ผู้ช่วยเจ้าของกิจการ ทำตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ หรือแม้กระทั่งออกมาเล่นหุ้นเอง หากไม่มีอะไรถูกใจเท่ากับมีส่วนร่วมในการทำหนังสือ

เธออยากปลูกฝังให้คนไทยรักการอ่าน เพราะเชื่อว่าหนังสือทำให้เกิดปัญญาไม่หลงมัวเมากับสิ่งเสพติดและประพฤติผิดศีลธรรม

>> ติดตามความเคลื่อนไหวแสนไฮเปอร์ของเธอได้ >> ที่นี่






ศรรวริศา เมฆไพบูลย์

ศรรวริศา เมฆไพบูลย์ วนเวียนเข้าออกอยู่ในแวดวงนักอ่านนักเขียนมาตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ หลังจากเรียนจบด้านภาษาและการทำนิตยสาร และลองไปทำอะไรต่ออะไรจนพอสมควรแก่อายุแล้ว ก็ตัดสินใจกลับคืนวงการน้ำหมึกอีกครั้ง มีประสบการณ์ทำนิตยสาร เขียนบทความ แปลหนังสือ และบรรณาธิกรต้นฉบับมาบ้าง แม้จะไม่มากนัก แต่อาศัยลูกบ้าและใจรักมาขอร่วม "ขบวนการบันดาลสิ่งมหัศจรรย์จากตัวอักษร" ด้วยคน ถึงจะไม่ใช่ผู้ร่วมก่อการ แต่ก็ตกกระไดพลอยโจนมาด้วยความเต็มอกเต็มใจยิ่ง

>> ติดตามบันทึกบ่นๆ ปนสาระของเธอได้ >>> ที่นี่






ฟิลิปป์ กาบูล็อง


ฟิลิปป์ กาบูล็อง เกิดในปีที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งใน “กรองด์ อันเน่” หรือ ปีที่ไวน์มีรสเลิศที่สุดของศตวรรษที่ 20 ที่เมืองอาเมียงส์ แคว้นปิการ์ดี ประเทศฝรั่งเศส นอกจากจะเป็นคู่ชีวิต คอยค้ำชูให้กำลังใจ เป็นที่ปรึกษา เกื้อหนุนให้เจ้าสำนักหญิงแห่งสำนักพิมพ์กำมะหยี่ยืนหยัดปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วง และเป็นตากล้องคอยถ่ายรูปสวยๆ เพื่อลงเป็นปกหนังสือแล้ว เขายังเป็นเสาหลักของกำมะหยี่ เพราะเป็นคนคอยควักกระเป๋านำเงินเดือนที่ได้จากงานประจำที่ทำอยู่มาเป็นทุนดำเนินการของสำนักพิมพ์ด้วย