Showing posts with label แพร์ซโพลิส. Show all posts
Showing posts with label แพร์ซโพลิส. Show all posts

Sep 30, 2008

สนพ.กำมะหยี่จัดให้ : เข้าใจประเทศอิหร่าน เพื่อการอ่านแพร์ซโพลิสให้อิน

แพร์ซโพลิส – เบื้องลึก เบื้องหลัง

ถ้าพูดถึงอิหร่าน สิ่งที่คนในแดนไกลอย่างเราจะพอนึกออกก็คงเป็นอินทผาลัม ศาสนาอิสลาม สงครามอิรัก-อิหร่าน อยาโตเลาะห์ รูโฮลเลาะห์ โคไมนี หรือบางคนอาจหูกว้างตากว้างขนาดรู้จักโอมาร์ คัยยัม กวีเปอร์เซียที่มีชื่อเสียงโด่งดัง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จักและรู้จริงอิหร่าน ทั้งในเบื้องลึก เบื้องหน้า และเบื้องหลัง

ด้วยเหตุที่ แพร์ซโพลิส เป็นนิยายภาพ หน้ากระดาษแต่ละหน้าจึงมีภาพไม่กี่ภาพและตัวหนังสือไม่กี่คำ เรื่องราวแต่หนหลังต่อไปนี้จึงน่าจะช่วยให้ผู้ที่สนใจเข้าใจที่มาของถ้อยคำบางถ้อยคำที่กล่าวถึงในเรื่อง เข้าใจปัญหาและสถานการณ์ของมาร์จี้กับครอบครัว และ “อิน” กับเรื่องของเธอมากยิ่งขึ้น


อารยธรรมเก่าแก่
อิหร่านมีแหล่งโบราณคดีมากมายหลายพันแห่งที่ยังไม่ได้รับการสำรวจ (เพราะประเทศมีปัญหาอื่นที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วนกว่า) แต่โครงการขุดสำรวจทางโบราณคดีที่เมืองจีรอฟต์ ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากน้ำท่วมฉับพลันที่เอ่อท้นแม่น้ำฮาลิลในภาคตะวันออกเฉียงใต้ เผยให้เห็นหลุมศพหลายร้อยหลุมเมื่อปี 2000 ก็สร้างความฮือฮาเมื่อนักวิชาการคาดว่า ที่นี่อาจเป็นศูนย์กลางอารยธรรมเก่าแก่ร่วมสมัยกับเมโสโปเตเมียเลยทีเดียว

2,500 ปีอันเกรียงไกร
ก่อนที่อิหร่านจะเป็นสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (1979) อย่างทุกวันนี้ ย้อนหลังไปราว 2,500 ปีก่อน เปอร์เซียคืออาณาจักรอันยิ่งใหญ่แห่งโลกโบราณ โดดเด่นทั้งการขยายอำนาจและอารยธรรมอันรุ่งโรจน์ หรือจะเรียกว่าเป็นมหาอำนาจแห่งแรกของโลกก็คงไม่ผิด เพราะในยุคที่รุ่งเรืองถึงขีดสุด เปอร์เซียเคยมีอาณาเขตกว้างไกลจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปจรดแม่น้ำสินธุในอินเดีย หรือพอๆกับสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน และยังครองอำนาจอย่างมั่นคงได้นับพันปีด้วย

พระเจ้าไซรัสมหาราช
ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์อคีเมนิดผู้สถาปนาอาณาจักรเปอร์เซียเมื่อศตวรรษที่หกก่อนคริสต์ศักราช พระองค์ทรงมอบอิสรภาพแก่ทาสชาวยิวแห่งบาบิลอน ส่งพวกเขากลับเยรูซาเลมพร้อมให้เงินสร้างวิหาร และจารึกทรงกระบอกของไซรัส (Cyrus Cylinder) ก็คือจารึกอักษรลิ่มซึ่งถือเป็นหลักสิทธิมนุษยชนฉบับแรกของโลกที่ตราขึ้นก่อนกฎบัตรแมกนาคาร์ตาของชาวกรีกเกือบสองพันปี จารึกดังกล่าวรับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนาและการดำรงอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ห้ามการค้าทาสและการกดขี่ใด การยึดทรัพย์สินด้วยกำลังหรือปราศจากสิ่งชดเชย และยังให้สิทธิแก่ดินแดนในอาณัติที่จะเลือกว่าต้องการอยู่ใต้การปกครองของไซรัสหรือไม่ ปัจจุบัน จารึกทรงกระบอกอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษ ณ กรุงลอนดอน โดยมีจารึกจำลองอยู่ที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติในนิวยอร์ก


แพร์ซโพลิส
แพร์ซโพลิส หรือเปอร์เซโพลิส คือเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรเปอร์เซียซึ่งอยู่ทางใต้ของอิหร่านในปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นในซากเมืองโบราณแห่งนี้ก็คือ ภาพสลักของเมืองไม่มีภาพที่สื่อความรุนแรงเลย ถึงแม้จะมีทหาร แต่ก็ไม่ได้มีการรบพุ่ง มีแต่ภาพของผู้คนหลากเชื้อชาติที่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในยุคสมัยที่โลกแสวงหาอำนาจด้วยการทำสงครามและใช้กำลัง

การรุกรานจากต่างชาติ
ประวัติศาสตร์อันยาวนานของอิหร่านเต็มไปด้วยสงคราม การรุกรานของต่างชาติ และการพลีชีพเพื่อศาสนา เหตุผลหลักเบื้องหลังการต่อสู้เหล่านี้ก็คือทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ อิหร่านตั้งอยู่ในภูมิภาคที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างตะวันออกกับตะวันตก อันเป็นสถานที่ซึ่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เส้นทางการค้า การผสมผสานและความขัดแย้งต่างๆระหว่างโลกทั้งสองเกิดขึ้นอย่างเข้มข้น อาณาจักรเปอร์เซียจึงรุ่งเรือง ล่มสลาย และเฟื่องฟูขึ้นใหม่นับครั้งไม่ถ้วน มีการรุกรานของชนเผ่าต่างๆ ทั้งเติร์ก มองโกล และที่สำคัญที่สุดก็คือการรุกรานของชนเผ่าจากอาระเบีย หรืออาหรับ ซึ่งมาพร้อมกับศาสนาอิสลามในศตวรรษที่เจ็ด

ศาสนาอิสลาม
การรุกรานของชาวอาหรับยังเป็นความขมขื่นของชาวอิหร่านหลายคน แม้ชาวอิหร่านจะยอมรับศาสนาอิสลามเข้ามาแทนที่ศาสนาโซโรอัสเตอร์ แต่พวกเขาก็ประกาศชัดเจนว่าตนไม่ใช่อาหรับ (หรือผู้ก่อการร้าย) แม้กระทั่งในนัยของศาสนา ชาวอิหร่านก็ยังบอกว่า พวกเขานับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะฮ์ ซึ่งแตกต่างจากชาวอาหรับที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี

ภาษาฟาร์ซี
ชาวอิหร่านในปัจจุบันยังคงพูดภาษาฟาร์ซี อันเป็นภาษาประจำชาติมาแต่โบราณ แม้ว่าในอดีตช่วงหนึ่งจะมีกฎหมายห้ามพูดภาษาฟาร์ซีในที่สาธารณะ (นาน 300 ปี) และถึงแม้ภาษาฟาร์ซีในปัจจุบันจะถูกปรับให้เป็นอาหรับไปบ้าง แต่รากฐานส่วนใหญ่ก็ยังมาจากภาษาเปอร์เซียโบราณ

กวีเปอร์เซีย
กวีของอิหร่านเช่น รูมี, ซาอิด, โอมาร์ คัยยัม, ฮาเฟซ และเฟร์เดาซี ช่วยอนุรักษ์ภาษา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมเปอร์เซียเอาไว้ และชาวอิหร่านก็ยกย่องเชิดชูกวีของตน โดยเฉพาะกวีเอกอย่างเฟร์เดาซี ผู้ประพันธ์มหากาพย์ประวัติศาสตร์ของอิหร่าน ชาห์นอเมะห์ อันเป็นพงศาวดารแห่งการผจญภัยและความขัดแย้งอย่างลึกซึ้งของกษัตริย์ 50 รัชกาล บันทึกการขึ้นครองราชย์ การสิ้นพระชนม์ การสละราชสมบัติ หรือการช่วงชิงบัลลังก์ ก่อนจะจบลงด้วยชัยชนะของอาหรับ ซึ่งเขาเรียกว่าหายนะ

ศาสนาโซโรอัสเตอร์
อดีตศาสนาประจำชาติของเปอร์เซีย คำสอนซึ่งพูดถึงความดี ความชั่ว เจตจำนงเสรี การพิพากษาโลก สวรรค์และนรก และพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงมหฤทธิองค์เดียว ส่งอิทธิพลต่อศาสนาต่างๆ รวมทั้งศาสนาสำคัญของโลกอย่างศาสนายิว คริสต์ และอิสลาม

มรดกวัฒนธรรม
ชาวอิหร่านพยายามปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของตนเอง เช่น การฉลองเทศกาลปีใหม่ หรือ โนว์รุซ อันเป็นการเฉลิมฉลองยาวนาน 13 วันที่จัดขึ้นในช่วงกลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน (วสันตวิษุวัต) โนว์รุซมีที่มาจากวันหยุดสำคัญของศาสนาโซโรอัสเตอร์ โดยในช่วงเทศกาล ทุกอย่างจะปิดทำการ ผู้คนพากันดื่มกิน เต้นรำ อ่านบทกวี และก่อกองไฟ แม้ว่าผู้นำทางศาสนาหัวอนุรักษนิยมซึ่งไม่สนใจจิตวิญญาณแห่งเปอร์เซีย จะพยายามเปลี่ยนแปลงวันปีใหม่เป็นวันอื่น แต่ก็ไม่สำเร็จ

การรุกรานยุคใหม่ – ที่มาของปัญหา
ในยุคปัจจุบัน แม้ทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์จะไม่สำคัญอีกต่อไป แต่ทรัพยากรน้ำมันจำนวนมหาศาลของอิหร่าน (อันดับสองของโลก รองจากซาอุดีอาระเบีย) คือสิ่งที่ทำให้ต่างชาติต้องการแทรกแซง และน้ำมันก็คือสาเหตุที่ทำให้อังกฤษและสหรัฐอเมริการ่วมกันโค่นล้มอำนาจของนายโมฮัมมัด โมซาเดกห์ นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งและได้รับความนิยมในอิหร่าน ในปี 1953 เนื่องจากโมซาเดกห์ตัดสินใจยึดอุตสาหกรรมน้ำมันที่บริษัทแองโกล-อิหร่าน (หรือบีพีในปัจจุบัน) เคยดูแลไปเป็นของรัฐ ทำให้อังกฤษไม่พอใจและตอบโต้ด้วยมาตรการกีดกันทางเศรษฐกิจ และเนื่องจากในตอนนั้น สงครามเย็นยังคุกรุ่น ทำเลที่ตั้งของอิหร่านซึ่งอยู่ไม่ไกลจากยุโรปตะวันออกทำให้สหรัฐอเมริกาเกรงว่าพลพรรคคอมมิวนิสต์ในอิหร่านที่สหภาพโซเวียตหนุนหลังอาจฉวยโอกาสสั่นคลอนผลประโยชน์ของตะวันตกในภูมิภาคนี้และพลิกสมดุลอำนาจของโลกใหม่ สองมหาอำนาจตะวันตกร่วมกันสนับสนุนการก่อรัฐประหารและหนุนพระเจ้าชาห์ หรือโมฮัมมัด เรซา ปาห์ลาวี คืนสู่อำนาจ

พระเจ้าชาห์ (โมฮัมมัด เรซา ปาห์ลาวี)
พระเจ้าชาห์ทรงเปิดประตูรับวัฒนธรรม ดนตรี การแต่งกาย ค่านิยม และผลประโยชน์ทางธุรกิจของตะวันตกให้ไหลบ่าเข้ามา แม้ว่าจะทรงพยายามประชาสัมพันธ์แพร์ซโพลิสและเชิดชูพระเจ้าไซรัสมหาราชโดยจัดงานฉลองครบรอบ 2,500 ปีของราชวงศ์เปอร์เซียในปี 1971 แต่การเปลี่ยนแปลงสู่สมัยใหม่อย่างหักโหมและรวดเร็วทำให้ชาวอิหร่านไม่พอใจเพราะมองว่านั่นคือการคุกคามทางวัฒนธรรม จึงพากันต่อต้านทั้งในสื่อและการเดินขบวนประท้วง จนทำให้เกิดการปราบปรามอย่างเด็ดขาดของซาวัก หรือหน่วยตำรวจลับของพระเจ้าชาห์ที่ตั้งขึ้นในปี 1957 โดยความช่วยเหลือของที่ปรึกษาชาวอเมริกันและอิสราเอล เชื่อกันว่ามีชายอิหร่านอย่างน้อยหลายร้อยคนต้องเสียชีวิตด้วยน้ำมือของซาวัก และอีกไม่น้อยต้องถูกจับกุมคุมขัง ทรมาน และเนรเทศ

การปฏิวัติอิสลาม
ปลายทศวรรษ 1970 เมื่ออยาโตเลาะห์ รูโฮลเลาะห์ โคไมนี ออกมาพูดถึงการปลดปล่อยผู้คนให้เป็นอิสระจากการกดขี่ครั้งล่าสุด ประชาชนจึงเลื่อมใสศรัทธาและสนับสนุน ยอมรับแนวคิดให้ศาสนาอิสลามเข้ามามีบทบาทในสังคมมากขึ้น แต่ไม่มีใครคิดว่าศาสนาจะเข้ามาบังคับชีวิตอย่างเข้มงวดเช่นนั้น ไม่มีใครคิดว่าผู้นำศาสนาจะเข้ามาควบคุมการค้า การบริหารประเทศ ศาล และชีวิตประจำวัน และนำบทลงโทษแบบจารีตโบราณมาใช้ เช่น การขว้างปาด้วยหินในที่สาธารณะ การแขวนคอ การตัดนิ้วหรือแขนขา เพราะอันที่จริง ชาวอิหร่านจำนวนมากก็ไม่ได้เคร่งศาสนานัก สังคมมีแนวโน้มที่จะดำเนินชีวิตตามหลักศาสนาโซโรอัสเตอร์ในอดีตที่ถือว่าการเดินทางทางจิตวิญญาณควรจะเป็นการแสวงหาภายในของแต่ละบุคคล แทนที่จะผ่านคนกลางอย่างครูสอนศาสนา

สงครามอิรัก-อิหร่าน (1980-1988)
หลังจากมีปัญหาเรื่องแนวชายแดนมายาวนาน อิรักภายใต้การนำของซัดดัม ฮุสเซน ก็รุกรานอิหร่านในเดือนกันยายน ปี 1980 โดยตั้งใจฉวยโอกาสช่วงที่อิหร่านมีการปฏิวัติอิสลามและลงมือบุกโดยไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ไม่สามารถรุกคืบไปได้มากนักและอิหร่านก็ยึดพื้นที่ทั้งหมดคืนได้ในปี 1982 การต่อสู้ในอีกหกปีต่อมา อิหร่านเป็นฝ่ายบุก แม้ว่าสหประชาชาติจะเรียกร้องให้หยุดยิงหลายครั้ง จนกระทั่งปี 1988 สงครามจึงยุติ และมีการแลกเปลี่ยนเชลยศึกชุดสุดท้ายเมื่อปี 2003 โดยอิรักมีการใช้อาวุธเคมี (เช่น แก๊สมัสตาร์ด) ในสงครามครั้งนี้ ทหารและพลเรือนอิหร่านบาดเจ็บและเสียชีวิตราว 500,000-1,000,000 คน ทั้งจากอาวุธเคมีและขีปนาวุธที่อิรักยิงใส่แหล่งชุมชนต่างๆในอิหร่าน

การต่อสู้ของผู้คน
หลังจากผู้คนยินดีปรีดาที่การปฏิวัติอิสลามขจัดสิ่งมอมเมาทางวัฒนธรรมจากตะวันตกออกไปได้ ไม่ช้า พวกเขาก็ตระหนักว่าตัวตนที่รัฐบาลยัดเยียดให้ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาเป็นอีกเช่นกัน สิบปีหลังปฏิวัติ อิหร่านปิดประตูรับโลกตะวันตก ผู้นำศาสนาหัวอนุรักษนิยมที่บริหารประเทศพยายามขจัดตัวตนทางวัฒนธรรมใดๆที่มีมาก่อนหน้าศาสนาอิสลาม มีการแก้ไขเอกสารราชการ แทนที่สัญลักษณ์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ มีการเปลี่ยนชื่อถนน และลบการอ้างถึงอาณาจักรเปอร์เซียออกจากตำรา เมื่อนั้นเองที่องค์ประกอบของวัฒนธรรมโบราณอย่างดนตรีพื้นบ้าน ภาพเขียนเปอร์เซีย และการอ่านบทกวีโบราณได้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน คนรุ่นใหม่ๆก็อพยพโยกย้ายไปยุโรปหรือที่อื่นๆ บางคนสนับสนุนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับโลกมุสลิมอย่างเต็มที่ บางคนมีจิตสำนึกแรงกล้าต่อวัฒนธรรมเปอร์เซีย บางคนรู้สึกว่าต้องเลือกระหว่างมุสลิมกับเปอร์เซีย ขณะที่บางคนหันหลังให้ทุกอย่างและเสพวัฒนธรรมตะวันตกกับรายการโทรทัศน์จากจานดาวเทียมเถื่อน

กลายเป็นว่า การปฏิวัติอิสลาม ซึ่งชาวอิหร่านบางคนเรียกว่า การรุกรานครั้งที่สองของอาหรับ ซึ่งมุ่งจะขัดขวางทำลายอดีต กลับเสริมส่งให้สายใยที่เชื่อมโยงจากอดีตแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การปฏิวัติกระตุ้นตัวตนทางวัฒนธรรมของคนในชาติซึ่งยังฝังแน่นอยู่ตามซากปรักหักพังของเมืองเก่าๆ เช่น แพร์ซโพลิส ทำให้พวกเขาตระหนักถึงความเป็นชาวอิหร่าน ทายาทของชนโบราณที่สืบเชื้อสายอย่างต่อเนื่องกลุ่มหนึ่งของโลก


ปัจจุบัน

อิหร่านตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่าเซนทรัลยูเรเชีย อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอ่าวเปอร์เซีย มีพรมแดนทางเหนือติดอาร์เมเนีย อาร์เซอร์ไบจาน เติร์กเมนิสถาน คาซักสถาน และรัสเซีย ทางตะวันออกติดอัฟกานิสถานและปากีสถาน ทางใต้ติดอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมาน ส่วนทางตะวันตกติดตุรกีและอิรัก เมืองหลวงคือกรุงเตหะราน มีประชากรราว 67 ล้านคน ครึ่งหนึ่งเป็นชาวเปอร์เซีย (51%) ที่เหลือเป็นอาร์เซอร์ไบจาน (24%) เคิร์ด (7%) เติร์ก อาหรับ อาร์เมเนีย อัสซีเรีย และอื่นๆ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 18 ของโลก หรือใหญ่กว่าประเทศไทยประมาณสามเท่า แบ่งการปกครองออกเป็น 27 อุสตาน (น่าจะเทียบได้กับจังหวัด หรือแคว้น)

ชื่อประเทศอิหร่านมาจากชาวอารยัน ซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเปอร์เซียราว 1,500 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีความหมายว่า ดินแดนของชาวอารยัน

Photobucket


ประวัติความเป็นมาเป็นไปของประเทศอิหร่านอย่างย่นย่อ
2,500 ปีก่อน ค.ศ. อารยธรรมโกนาร์ซันดัล
2,400 ปีก่อน ค.ศ. อาณาจักรอีลาม (ชาวอีลาไมต์)
625 ปีก่อน ค.ศ. อาณาจักรเมเดส
550-330 ปีก่อน ค.ศ. อาณาจักรของราชวงศ์อคีเมนิด ราชวงศ์แห่งแรกของเปอร์เซีย แผ่ขยายจนกลายเป็นหนึ่งในอาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในโลก
330-129 ปีก่อน ค.ศ. อะเล็กซานเดอร์มหาราชทรงพิชิตเปอร์เซียได้และอภิเษกกับสตรีเปอร์เซีย แต่หลังจากนั้นไม่นานก็สิ้นพระชนม์ ซีลูคัส นายพลของพระองค์ รวบอำนาจไว้ได้ แต่ต่อมาก็เสียอำนาจให้ราชวงศ์พาร์เทียน
247 ปีก่อน ค.ศ.–ค.ศ.224 พวกพาร์เทียนจากตะวันออกเฉียงเหนือสร้างอาณาจักรเปอร์เซียแห่งที่สอง และท้าทายอำนาจของจักรวรรดิโรมัน
ค.ศ. 224 - 641 ราชวงศ์ซัสซานิดก่อตั้งอาณาจักรเปอร์เซียแห่งที่สาม ซึ่งเป็นยุคทองของการสร้างเมืองและศิลปกรรมอันอลังการ
ค.ศ. 641 – 642 กองทัพอาหรับเข้ามาเผยแผ่ศาสนาอิสลาม ทำให้เปอร์เซียตกอยู่ใต้การปกครองของอาหรับ แต่วัฒนธรรมเปอร์เซียยังปรากฏอิทธิพลในโลกมุสลิม
ค.ศ. 1551 ราชวงศ์ซาฟาวิดได้รวบรวมอิหร่านให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้ง และนำศาสนาอิสลามนิกายชีอะฮ์เข้ามา
ค.ศ. 1953 หน่วยสืบราชการลับของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษก่อรัฐประหารถอดถอนนายกรัฐมนตรีโมฮัมมัด มุสซาเดกห์ ออกจากอำนาจ และหนุนให้พระเจ้าชาห์ขึ้นครองบัลลังก์ โดยเป็นเพียงหุ่นเชิด ในระหว่างที่พระเจ้าชาห์ขึ้นครองอำนาจ อยาโตเลาะห์ รูโฮลเลาะห์ โคไมนี ถูกเนรเทศ
ค.ศ. 1957 หน่วยตำรวจลับของพระเจ้าชาห์ หรือซาวัก ก่อตั้งขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ทำการปราบปรามประชาชนอย่างเข้มงวดและรุนแรง ว่ากันว่ามีชาวอิหร่านจำนวนมากถูกจับกุมคุมขัง ทรมาน สังหาร และเนรเทศด้วยฝีมือของซาวัก
ค.ศ. 1971 พระเจ้าชาห์จัดงานฉลอง 2,500 ปีของราชวงศ์เปอร์เซีย เป็นการจัดงานที่หรูหรา มีการตั้งกระโจม สั่งอาหารจากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงแขกเหรื่อซึ่งเชิญมาจากทั่วโลก (แต่มีชาวอิหร่านเข้าร่วมงานเพียงหยิบมือ)
ค.ศ. 1976 พระเจ้าชาห์ที่สหรัฐอเมริกาหนุนหลังถูกบีบบังคับให้ออกนอกประเทศหลังการประท้วงและการก่อจลาจลในประเทศ
ค.ศ. 1979 อยาโตเลาะห์ รูโฮลเลาะห์ โคไมนี ผู้นำศาสนาอิสลามกลับจากการถูกเนรเทศและเข้าปกครองประเทศหลังจากถูกเนรเทศนาน 15 ปี มีการสถาปนาอิหร่านเป็นสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
นักศึกษาอิหร่านบุกเข้าจับกุมตัวประกัน 63 คนในสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำอิหร่าน ทำให้เกิดวิกฤติทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน มีการบังคับใช้กฎหมายอิสลามกับประชาชนอย่างเข้มงวดกวดขัน
ค.ศ. 1980 กรกฎาคม พระเจ้าชาห์ที่ถูกขับออกจากประเทศสิ้นพระชนม์ในอิหร่าน
พฤศจิกายน อิรักบุก เกิดสงครามอิรัก-อิหร่านที่ยาวนานตลอดทศวรรษ
ค.ศ. 1988 ยุติสงครามอิรัก-อิหร่านที่กินเวลาแปดปี
ค.ศ. 1989 มิถุนายน อยาโตเลาะห์ รูโฮลเลาะห์ โคไมนี เสียชีวิต
สิงหาคม ฮาเชมิ รัฟซันจานี สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี
ค.ศ. 1990-91 อิหร่านวางตัวเป็นกลางในการที่สหรัฐฯแทรกแซงคูเวต
ค.ศ. 1997 มูฮัมมัด คาตามี ได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของอิหร่าน
ค.ศ. 2002 อิหร่านเริ่มสร้างโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์แห่งแรกแม้ว่าสหรัฐฯจะคัดค้านอย่างหนักและกล่าวหาว่าอิหร่านสร้างอาวุธนิวเคลียร์
ค.ศ. 2005 มาห์มุด อะห์มาดิเนจัด นายกเทศมนตรีหัวอนุรักษนิยมของเตหะรานได้รับเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เอาชนะอดีตประธานาธิบดี ฮาเชมี รัฟซันจานี
ค.ศ. 2007 ความพยายามในการเจรจาสันติภาพระหว่างอิรักและอิหร่านโดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ดำเนินการ
ค.ศ. 2008 สหรัฐอเมริกามีแผนการจะส่งเจ้าหน้าที่การทูตไปประจำ ณ กรุงเตหะราน ซึ่งจะเป็นครังแรกในรอบสามสิบปี

ที่มา: นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก (ภาษาไทย) ฉบับสิงหาคม 2551; www.wikipedia.com;



+++

Sep 11, 2008

มารู้จักกับภาพยนตร์การ์ตูน Persepolis กัน

เนื่องในโอกาสที่วันนี้ วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๕๑ เป็นวันกำหนดวางแผง "แพร์ซโพลิส ๑ และ ๒" (ซึ่งท่านสามารถติดตามลิงก์ทางด้านขวามือไปดูรายละเอียดของหนังสือการ์ตูนทั้งสองเล่ม และยังสามารถดาวน์โหลดตัวอย่างไปอ่านเล่นๆ กันก่อนได้ด้วยนะจะบอกให้)กำมะหยี่จึงขอนำข้อมูลเกี่ยวกับภาพยนตร์การ์ตูนในชื่อเดียวกันที่เคยสร้างความเกรียวกราวไปทั่วโลกเมื่อปีที่แล้วมาฝากกันค่ะ

แพร์ซโพลิส - ภาพยนตร์

ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง Persepolis ในภาษาฝรั่งเศส เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 2007 โดยมีนักแสดงฝรั่งเศสชื่อดังมากมายเข้าร่วมให้เสียงพากษ์ เช่น แคเทอรีน เดอเนิฟ (แม่) เชียรา มัสโตรเอียนี (มาร์จี้) ดานีแอลล์ ดาร์รีเยอซ์ (ยาย) ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นศิลปะรูปแบบใหม่ที่ได้รับการกล่าวขวัญในทุกทิศทาง ทั้งที่ภาพส่วนใหญ่็เป็นภาพขาวดำ ตัวละครก็ใช่ว่าจะ่น่ารัก แถมไม่มีสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ตระการตา หากเรื่องราวในเรื่องนั้นสนุกเปี่ยมจินตนาการและเศร้า

นอกจากภาพแล้ว จังหวะการเล่าเรื่อง ความฝันเฟื่องและอารมณ์ต่างๆ รวมทั้งมุมมองของตัวละครเอกยยังทรงพลัง มีชีวิตชีวา ที่สำคัญที่สุดคือความรู้สึกของชีวิตจริง ทั้งพ่อแม่ ลุง ยาย เพื่อนและศัตรูโลดเต้นอยู่เบื้องหลังภาพและเสียง

ภาพยนตร์การตูนเรื่องนี้ได้รับรางวัล Special Jury Prize จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ประจำปี 2007 และรางวัลสาขา Best First Work และ Best Writing - Adaptation จากเวทีรางวัล César Awards ซึ่งเทียบเท่ากับรางวัลออสการ์ทางฝั่งฮอลลีวูด และยังข้ามฝั่งมหาสมุทรแอตแลนดิคไปเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงในเวทีออสการ์ 2008 อีกด้วย

นอกจากนั้น Persepolis ก็ได้รับรางวัลอีกมากมายหลายสถาบัน นำมาบอกกล่าวกันไม่หวาดไม่ไหว ใครสนใจอยากรู้ติดตามไปดูข้อมูลทั้งหมดได้ >> ที่นี่ค่ะ


วิดีโอทางขวามือนี้ เป็นช็อตเปิดเรื่องของภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้ โดยขณะนี้ บริษัทแฮปปี้โฮมได้จัดจำหน่ายวีซีดีออกสู่ท้องตลาดแล้ว โดยเป็นเวอร์ชั่นพากย์ไทยซึ่งทีมงานที่ดูแล้วบอกว่าไม่เลวเลย ใครสนใจสามารถซื้อหาหรือเช่ามาดูกันได้แล้วค่ะ ส่วนนักดูหนังฮาร์ดคอร์ที่ต้องการเก็บสะสมดีวีดีเสียงในฟิล์มอดใจรอสักนิด อาจจะมีข่าวดีออกมาในไม่ช้านี้นะคะ


ด้านล่างต่อไปนี้ เป็นบทสัมภาษณ์มาร์จอเน่ ซาทราพิ เจ้าของประวัติ ผู้เขียน-วาด และกำกับภาพยนตร์ร่วมของเรื่องนี้ เราจัดแปลมาเพื่อให้ทุกท่านดูหนังอย่างเข้าใจลึกซึ้งถึงเจตนารมณ์ของผู้สร้างยิ่งขึ้น


ทำไมถึงทำเป็นแอนิเมชั่น - ถ้าคุณถ่ายทำภาพยนตร์โดยใช้คนจริงๆในสถานที่จริง ภาพยนตร์เรื่องนั้นจะกลายเป็นเรื่องของชาวตะวันออกกลาง “พวกเขาไม่ใช่พวกเรา พวกเขาเป็นต่างชาติ” แต่ถ้าเป็นการ์ตูน จะมีความเป็นนามธรรมบางอย่างที่ทุกคนเชื่อมโยงได้ เพราะภาพคือภาษาแรกของมนุษย์ ก่อนที่เราจะมีภาษาเขียน

คุณต่างจากตัวละครแค่ไหน - ทันทีที่คุณเขียนบท เรื่องก็จะกลายเป็นเรื่องแต่ง มีการสร้างตัวละคร ซึ่งจริงๆก็ไม่ต่างจากฉันมากนักหรอกค่ะ แต่ทุกวันนี้ฉันเหมือนยายมากกว่าเหมือนตัวเองในภาพยนตร์ เมื่อก่อนฉันขี้อาย อายุยี่สิบกว่าๆ ยังมองเห็นดาวและโง่ ฉันคิดว่าตอนนี้ฉันโง่น้อยลงนิดหน่อย”

ทำไมถึงทำเป็นขาวดำ - เราแทบไม่ได้ตั้งคำถามเรื่องนี้ มันชัดเจนมาก สำหรับฉัน มันไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้ นอกจากนี้ ขาวดำยังช่วยโครงสร้างการย้อนอดีตด้วย เมื่อเธอนึกถึงอดีตและภาพก็เป็นขาวดำ


มาร์เจอเน่ ซาทราพิ ถือเป็นนักเขียนคนโปรดของฉัน ฉันชอบงานของเธอ การใช้ภาพขาวดำผสมผสานกันน่าตื่นตะลึงในเชิงกราฟิก ฉันชอบไหวพริบปฏิภาณของเธอและชอบการผสมผสานของความสิ้นหวัง อารมณ์ขันและความสันโดษ ฉันชอบหนังสือของเธอทุกเล่ม ตัวจริงของเธอก็น่าทึ่งเช่นกัน ฉันได้พบเธอและรู้สึกว่าเธอมีอารมณ์ขันมาก”--แคเทอรีน เดอเนิฟ ผู้ให้เสียงมารดาของมาร์จี้ในภาพยนตร์ภาษาฝรั่งเศส

ณัฐพัดชา


เธอจบปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกา เคยทำแต่งานวิจัยวิชาการ ทำคู่มือ เขียนแผนธุรกิจ ทำสไลด์ให้ผู้บริหารระดับสูง คราวนี้ได้มาแปลการ์ตูนเป็นเรื่องแรก นึกว่าง่ายกว่าที่เคยทำ แต่เพิ่งรู้ว่าละเอียดและต้องใช้กึ๋นมากกว่างานบริษัทเยอะ

ครั้งต่อไปที่อ่านการ์ตูน เธอจะนึกถึงความยากลำบากของคนแปลตามประสาคนหัวอกเดียวกัน

ล่าสุด ณัฐพัดชาชักจะติดใจการแปลนิยายภาพเข้าให้เสียแล้ว เชื่อว่าในไม่ช้าเราจะได้เห็นผลงานการแปลเล่มต่อไปของเธออีกอย่างแน่นอน


>> ตามไปดูความตั้งใจมั่นในผลงานแปลชิ้นแรกของเธอได้ >>> ที่นี่

Sep 2, 2008

รอลุ้นร่วมกันกับผลงานเล่มใหม่ "แพร์ซโพลิส"

หลังงานเปิดตัวหนังสือชุด "มูราคามิ" เสร็จสิ้นเรียบร้อยโรงเรียนกำมะหยี่แล้ว ขณะนี้เรากำลังขมักเขม้นดูแลจัดพิมพ์ผลงานชุดต่อไป อันได้แก่ "แพร์ซโพลิส"(Persepolis)หนังสือการ์ตูน (หรือใครจะเรียกว่านิยายภาพเราก็ไม่ว่ากัน)ฝีมือนักวาดการ์ตูนสาวชาวอิหร่าน มาร์จอเน่ ซาทราพิ

แนะนำหนังสือกันนิดนึงเนอะ

แพร์ซโพลิส เป็นนิยายภาพ การ์ตูนอัตชีวประวัติซึ่งมีลายเส้นเรียบง่าย แต่มีเสน่ห์และอารมณ์ขัน นำเสนอเรื่องของเด็กหญิงธรรมดาคนหนึ่งในครอบครัวธรรมดาๆที่อยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สงคราม และการดิ้นรนต่อสู้ ผ่านตัวละครหน้าตาธรรมดาและฉากที่ไม่มีรายละเอียดมากนัก แต่ภาพในการ์ตูนเรื่องนี้สื่อความหมายอย่างได้ผล ช่วยให้เรื่องราวมีชีวิตชีวาและเข้มข้น หลายภาพดูคล้ายภาพพิมพ์แกะไม้ มีการใช้เทคนิคขาวดำที่ตัดกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นี่คือบันทึกความทรงจำที่เฉียบคม ขบขัน และสะเทือนใจ ของเด็กหญิงคนหนึ่งซึ่งเติบโตขึ้นในเมืองหลวงของอิหร่านช่วงปฏิวัติอิสลาม โดยเล่มแรกเป็นวัยเด็กจากอายุ 10 ถึง 14 ปี และเล่มสองเป็นวัยรุ่น อายุ 14 - 24 ปี บอกเล่าชีวิตประจำวันและความแตกต่างของชีวิตในบ้านและชีวิตในที่สาธารณะ กับการกดขี่ที่ผู้ปกครองกระทำกับประชาชน และยังมีการตั้งคำถามกับการเติบโต คุณค่า และราคาของชีวิตมนุษย์ กับการกดขี่ทางการเมือง แสดงให้เราเห็นว่าชีวิตมนุษย์จะดำเนินต่อไป แม้ว่าจะพานพบทั้งเสียงหัวเราะและน้ำตา



กำหนดวางแผง ฤกษ์งามยามดี 911 (รุ่นรถปอร์ชคันโปรดของคุณพ่อนักแปล) --- วันที่ 11 กันยายนนี้ ... แน่นอน!!


และก่อนที่วันเวลาจะกระชับช่องว่างให้นักอ่านผู้ตั้งหน้าตั้งตารอคอยขยับเข้าใกล้ "มาร์จี้" ในภาคภาษาไทย กำมะหยี่มีเรื่องราวเป็นข้อมูลเรียกน้ำย่อยเกี่ยวกับหนังสือที่เรารักและตั้งใจทำอย่างสูงชุดนี้มาเสนอค่ะ เริ่มต้นจากประวัติและทัศนคติของผู้เขียน-ผู้วาด และเจ้าของประสบการณ์ในเรื่อง ... มาร์จอเน่ ซาทราพิ <<< คลิกตามไปทำความรู้จักเธออย่างละเอียดละออ ล้วงลึกกันสุดขั้วหัวใจได้เลยค่ะ

หลังจากนี้อีกวันสองวันเราจะเปิดคอร์สวิชาอิหร่านศึกษาให้ท่านได้ทำความรู้จักประวัติ ที่มาที่ไปเบื้องลึกฉากหลังของเรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ จะได้อ่านแล้ว "เก็ต" และหลังจากนั้นอีกนิด เราจะมีบทแรกของทั้งสองเล่มมาให้ดาวน์โหลดอ่านกันก่อนด้วยค่ะ ... เอาใจกันอย่างนี้ ไม่อุดหนุนก็ให้มันรู้ไปเนอะ (ฮา)


ป.ล. ติดตาม ณัฐพัดชา ผู้แปลหนังสือชุดนี้ไปตรวจดูคุณภาพการเข้าเล่มได้ ที่นี่ <<< คลิกตามเธอไปเลยจ้า

มาร์จอเน่ ซาทราพิ


มาร์จอเน่ “มาร์จี้” ซาทราพิ เกิดเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 1969 ที่เมืองรัสต์ในอิหร่าน ใกล้ทะเลแคสเปียน เป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัวชนชั้นกลางที่มีความคิดเห็นค่อนไปทางเอียงซ้าย มีพ่อซึ่งเป็นวิศวกร แม่ซึ่งเป็นนักออกแบบเสื้อผ้า และยายซึ่งสืบเชื้อสายจากพระเจ้าชาห์ที่ถูกโค่นบัลลังก์ เป็นแบบอย่างที่ช่วยหล่อหลอมตัวตน ความคิด และทัศนคติ แต่ความตรงไปตรงมากับการกล้าแสดงออกทำให้เธอประสบปัญหาในการดำรงชีวิต ภายใต้การปกครองอันเข้มงวดและจำกัดสิทธิเสรีภาพของระบอบรัฐอิสลามอิหร่าน

ครอบครัวส่งเธอไปเรียนต่อที่ออสเตรียเมื่ออายุสิบสี่ และเธอก็เผชิญความยากลำบากในการปรับตัวและลองผิดลองถูกเพื่อที่จะทำตัวให้กลมกลืนกับวัฒนธรรมและสังคมเสรีโดยพยายามรักษาตัวตนเอาไว้ เธอเรียนจบมัธยม ติดยา ออกไปร่อนเร่นอนข้างถนนจนล้มป่วย ในที่สุด เธอก็ซมซานกลับบ้านเกิดอย่างคนอกหักเพื่อจะพบว่าตัวเธอและแผ่นดินเกิดเปลี่ยนแปลงและแตกต่างกันไปคนละทางแล้ว

เธอเข้ามหาวิทยาลัยในอิหร่านเพื่อเรียนศิลปะและแต่งงานครั้งแรกเมื่ออายุ 21 ก่อนจะหย่าในอีก 3 ปีต่อมา ในที่สุด เมื่อจบปริญญาตรี มาร์จอเน่ก็ตัดสินใจไปฝรั่งเศส เธอจบปริญญาโทที่สตราสบูร์ก ก่อนจะย้ายเข้าปารีสมาทำงานเป็นนักวาดภาพประกอบนิตยสารต่างๆและนักเขียนวรรณกรรมเยาวชน ปัจจุบันแต่งงานกับสามีชาวสวีเดนและพำนักอยู่ในย่านมาเรส์ กรุงปารีส มาร์จอเน่เขียน แพร์ซโพลิส เป็นภาษาฝรั่งเศสในปี 1999 และแล้วเสร็จในปี 2000 นับตั้งแต่นั้น เธอไม่ได้กลับอิหร่านที่ซึ่งพ่อกับแม่ของเธอยังใช้ชีวิตอยู่อีกเลย

ตอนที่พิมพ์หนังสือเล่มนี้ครั้งแรก มาร์จอเน่คิดว่าจะมีคนซื้อสัก 300 คน แต่ถึงตอนนี้ หนังสือเล่มนี้มียอดขายกว่าหนึ่งล้านเล่มและได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ ราว 25 ภาษา (ตัวเธอเองพูดภาษาต่างๆได้หกภาษา ฟาร์ซี ฝรั่งเศส เยอรมัน อังกฤษ สวีเดน และอิตาเลียน) สิ่งที่ทำให้เธอดีใจก็คือหนังสือเล่มนี้มีความเป็นสากล มันไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะชาวอิหร่าน และเป็นเรื่องของการเติบโตในที่ใดๆก็ตามที่มีปัญหา




จากคำบอกเล่าของมาร์จอเน่ ซาทราพิ

ทำไมถึงเขียน แพร์ซโพลิส
นับตั้งแต่มาถึงฝรั่งเศสในปี 1994 ฉันก็เล่าชีวิตในอิหร่านให้เพื่อนฟังตลอด เราเห็นบางเสี้ยวส่วนของอิหร่านในทีวี แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ฉันประสบ ฉันต้องคอยบอกว่า ‘ไม่จริง มันไม่ใช่แบบนั้น’ ฉันพยายามบอกตัวเองมาเกือบยี่สิบว่าฉันไม่ผิดที่เกิดเป็นคนอิหร่าน มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่ฉันทำหรือเลือกที่จะเป็นมากกว่า

หลังจากเรียนจบ พวกเราเก้าคนซึ่งเป็นเพื่อนๆ ศิลปินทำงานในสตูดิโอด้วยกันบอกให้ฉัน ทำอะไรสักอย่างกับเรื่องของเธอสิ พวกเขาแนะนำให้ฉันรู้จักนิยายภาพ ฉันได้อ่านงานของสปีเกลแมนเป็นคนแรก และนึกในใจว่า ‘พระเจ้าช่วย มันเป็นไปได้นี่ที่ฉันจะเล่าเรื่องได้ด้วยวิธีนี้’ มันอัศจรรย์มาก

เขียนนิยายภาพก็เหมือนการทำภาพยนตร์
คนชอบถามว่า ‘ทำไมไม่เขียนหนังสือ’ สำหรับฉัน แพร์ซโพลิส ก็คือหนังสือ หน้ากระดาษที่พูดเกี่ยวกับอะไรสักอย่างและมีหน้าปกก็คือหนังสือ นิยายภาพอาจไม่ใช่วรรณกรรมตามขนบนิยม แต่ไม่ได้แปลว่ามันเป็นรอง ภาพคือวิธีเขียนแบบหนึ่ง ถ้าคุณทำได้ทั้งเขียนทั้งวาด แล้วทำไมต้องเลือกอันใดอันหนึ่ง ฉันก็เลยทำทั้งคู่

เรารู้จักโลกผ่านภาพต่างๆอยู่ตลอดเวลา เช่น ภาพยนตร์เป็นต้น แต่การทำภาพยนตร์ต้องมีนายทุนและเงินและมีคนมากมายทำงานให้ แต่การเขียนนิยายภาพเราต้องการแค่ตัวเราเองกับบรรณาธิการเท่านั้นเอง


ฉันต้องการบอกอะไร
ฉันเป็นพวกสันตินิยม ฉันเชื่อว่ามีวิธีการต่างๆ ในการแก้ปัญหาของโลก แทนที่จะใช้เงินสร้างอาวุธ ประเทศต่างๆ น่าจะให้ทุนเด็กๆ ไปเรียนหนังสือต่างประเทศ ให้พวกเขากลับมาเป็นอาจารย์ที่เก่งและดี คุณต้องใช้เวลาสำหรับการเปลี่ยนแปลงแบบนั้น ฉันถูกเลี้ยงมาอย่างเปิดกว้าง ถ้าฉันไม่รู้จักคนจากต่างประเทศ ฉันก็คงจะคิดว่าคนชาติอื่นเป็นคนเลวจากข่าวสารที่ได้รับ แต่ฉันรู้จักคนมาก และรู้ว่าไม่มีอะไรที่ดีหรือเลวอย่างสมบูรณ์ เป็นไปได้ว่าจะมีความเลวเท่าๆ กันกระจายอยู่ทั่วไป แต่ถ้าคนมีโอกาสใช้ชิวิตในประเทศอื่นๆ พวกเขาจะเกลียดน้อยลง มันไม่ใช่ยาวิเศษ แต่จะทำให้เราค่อยๆ แก้ปัญหาจากชั้นใต้ดินขึ้นมา ไม่ใช่แก้ที่ผิว ฉันอยากให้คนอ่านหนังสือ แพร์ซโพลิส จะได้เห็นว่าฉันเติบโตมาเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ

และเวลาไปแจกลายเซ็น ฉันดีใจที่ได้เจอคนเข้ามาบอกว่า ชอบหนังสือของฉันเพราะมันช่วยเปิดหูเปิดตาไม่ให้เชื่อในสิ่งที่ตนได้ยิน ฉันรู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จ


คุณต้องคิดให้เป็นอิสระจึงจะรู้ว่าจะเขียนอะไร
พ่อแม่ของฉันภูมิใจมากเมื่อได้อ่าน แพร์ซโพลิส ถ้าหากฉันวิพากษ์วิจารณ์พวกท่านอยู่บ้าง นั่นก็เป็นเพราะมันคือความจริง และพวกท่านก็หัวเราะ พ่อของฉันพูดเสมอว่า ‘มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ไม่เคยเปลี่ยนใจ’ พ่อกับแม่ยอมรับว่าเวลาเปลี่ยนและท่านก็ไม่ได้ถูกเสมอไป ท่านสอนให้ฉันรู้ว่าคนเราทำความผิดพลาดได้

พวกท่านเปิดกว้างมากๆ และยอมรับสิ่งที่ฉันพูดและยังเรียกร้องให้ฉันพูดด้วย ฉันรู้สึกอ่อนโยนเพราะพวกท่านเป็นพ่อกับแม่ที่วิเศษมากๆ ท่านมอบสิ่งที่สำคัญที่สุดให้ฉัน นั่นคืออิสรภาพในการคิดและตัดสินใจด้วยตนเอง ของขวัญที่ดีที่สุดที่เราพึงได้รับซึ่งไม่ถูกล้างสมองเพราะโลกหรือเพราะศาสนา




รู้จักมาร์จอเน่ ซาทราพิ จากบทสัมภาษณ์บางตอน

หนังสือเล่มแรกเล่าจากมุมมองของเด็กหญิงที่พยายามเข้าใจสังคมรอบตัว ขณะที่เล่มสองพูดถึงการเติบโตเป็นวัยรุ่นโดยเน้นการทำความเข้าใจตัวเองเป็นหลัก การเขียนเล่มสองยากกว่าเล่มแรกหรือไม่
ในหนังสือเล่มแรก ฉันใช้ข้อดีของการเป็นเด็กน่ารัก ฉันเป็นแค่เด็กเล็กๆ ไม่มีหน้าที่ตัดสินใจหรือทำอะไรด้วยตัวเอง เมื่อโลกรอบตัวเปลี่ยนแปลง ฉันก็เป็นแค่พยานของเหตุการณ์เหล่านั้น สงครามเกิดขึ้น แล้วสักพักสถานการณ์นี้ก็กลายเป็นเรื่องปกติ มนุษย์มีความสามารถที่จะยอมรับเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาในที่สุด ส่วนความรู้สึกในหนังสือเล่มสองจะเป็นการเผชิญปัญหาที่เราประสบเมื่อเดินทางเข้าสู่วัฒนธรรมใหม่ เราต้องปรับตัวและอยากเป็นส่วนหนึ่งของสังคมใหม่ แต่การจะทำเช่นนั้นให้ได้ เราต้องลืมวัฒนธรรมเดิมให้หมดก่อน เพราะวัฒนธรรมเดิมกินพื้นที่ทั้งหมดในตัวเรา ถ้าเราอยากเปิดรับวัฒนธรรมใหม่ เราต้องเอาวัฒนธรรมแรกออก จากนั้นจึงค่อยเลือกว่าจะรับอะไรจากวัฒนธรรมเก่าและวัฒนธรรมใหม่เข้าไปในตัวอีกครั้ง แต่มันจะเป็นช่วงที่เรารู้สึกว่าตัวเราไร้อัตลักษณ์ เราไม่รู้ว่าเราคือใครอีกต่อไป เราอยากเป็นส่วนใหญ่ของสังคมใหม่ แต่ก็มีสังคมเดิมอยู่ในใจ ปัญหาเดียวกันเกิดเมื่อเราจากบ้านไปและกลับคืนมา เรากลายเป็นคนแปลกหน้าทั้งสองที่ ฉันกลายเป็นคนแปลกหน้าในอิหร่านและไม่เสี่ยงกลับไปอีกแล้ว ความแปลกหน้านี้ให้ความรู้สึกดีและความรู้สึกที่แย่ ถ้าฉันบอกว่าฉันเป็นห่วงสถานการณ์ในอิหร่านตลอดเวลา ฉันก็โกหก พวกเราที่ออกจากอิหร่านซึ่งหลายคนไม่มีพ่อแม่มาด้วย ต่างปรารถนาจะเป็นส่วนหนึ่งในสังคมใหม่จนยอมทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ที่ตลกก็คือ เพื่อนชาวอิหร่านทั้งหมดที่ฉันมีตอนนี้ ที่ออกจากประเทศตอนอายุ 12, 13, 14 กลับกลายเป็นพวกชาตินิยมอย่างรุนแรง

คุณอยู่ฝรั่งเศสมานานแล้ว (12 ปี) คุณเรียกที่นี่ว่าบ้านได้หรือเปล่า
ฉันอาจจะอยู่ฝรั่งเศสห้าสิบปีแต่ยังรักอิหร่านมากกว่า ฉันพูดเสมอว่าถ้าเป็นผู้ชาย ฉันคงตอบว่าอิหร่านคือแม่และฝรั่งเศสคือเมีย แม่นั้น ไม่ว่าท่านจะเป็นอย่างไร แต่ฉันก็ยินดีตายเพื่อนท่าน ไม่ว่าอย่างไรท่านก็เป็นแม่ ส่วนเมีย ฉันอาจนอกใจหรือทิ้งเธอ ฉันอาจรักและมีลูกกับเธอ หรืออาจทำทุกอย่าง แต่เมียไม่มีวันเหมือนแม่ แต่ตอนนี้ ฉันไม่มีบ้านแล้วและจะไม่มีวันมีบ้านอีก การใช้ชีวิตอย่างที่ฉันใช้ ไม่มีอนาคต มันมีความแตกต่างใหญ่หลวงเมื่อเราต้องจากบ้านเกิดเมืองนอนมา

ฉันรู้ว่าคนเราสามารถเป็นอะไรสองอย่างที่แตกต่างกันได้ และมันก็ไม่สะดวกนักที่จะนั่งเก้าอี้สองตัวพร้อมกัน แต่จะทำอย่างไรในเมื่อเรามีเก้าอี้สองตัวแทนที่จะมีตัวเดียว ถ้ามองในแง่ดีก็คือฉันสามารถล้มตัวลงนอนได้เพราะฉันมีเก้าอี้สองตัว คนอื่นมีเก้าอี้ตัวเดียว พวกเขานั่งสบายก็จริง แต่นอนไม่ได้

ตอนจบของหนังสือเล่มนี้ คุณออกจากอิหร่านไปฝรั่งเศสเพื่อที่จะมีอิสระในการทำงาน ในฐานะที่เป็นผู้หญิงและเป็นศิลปิน คุณคิดว่าคุณได้รับอิสรภาพในฝรั่งเศสหรือไม่
ได้ค่ะ ปัญหาพื้นฐานของประเทศอย่างอิหร่านก็คือ นอกจากระบอบปกครองและรัฐบาล เรายังมีวัฒนธรรมเป็นตัวนำพาประเทศ นั่นคือสิ่งที่แย่ที่สุด นั่นคือเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลยังอยู่ ไม่ว่าวัฒนธรรมแตะต้องอะไร มันก็จะกำหนดนิยามให้สิ่งนั้น ถ้าแตะจิตวิทยา มันก็จะบอกว่าผู้หญิงอ่อนไหวกว่าผู้ชาย ถ้าแตะแพทยศาสตร์ มันก็จะบอกว่าสมองของผู้หญิงมีน้ำหนักน้อยกว่าสมองผู้ชาย คอยให้คำนิยามของตัวเองกับสิ่งต่างๆ ทั้งการเมือง ศาสนา สถานการณ์เป็นเช่นนั้น นั่นละคะ พวกสิทธิสตรีพากันโกรธที่ฉันปฏิเสธว่าฉันไม่ใช่พวกเรียกร้องสิทธิสตรี ฉันเรียกร้องสิทธิมนุษยชน ฉันเชื่อในมนุษย์ หลังจากได้พบเจอสิ่งต่างๆในโลก ฉันไม่คิดว่าผู้หญิงดีกว่าผู้ชาย ดูพวกทหารหญิงทำในอิรักสิคะ ไม่ได้ดีไปกว่าทหารชายเลย

แสดงว่าคุณคิดว่าสิทธิสตรีคือการนิยามว่าผู้หญิงดีกว่าผู้ชาย อย่างนั้นหรือ
นั่นคือสิ่งที่ฉันรู้สึกค่ะ เวลาพวกเขาพูดว่า ‘พวกผู้ชายทำลายนี่ พวกผู้ชายทำเรื่องนั้น’ จริงๆ คนที่ทำก็คือคนและเพศก็มาทีหลังการกระทำ ฉันคิดว่าการแบ่งแยกว่า ‘เราคือผู้หญิง’ ‘เราคือผู้ชาย’ มันละเอียดเกินไป เราควรพูดว่า ‘เราคือมนุษย์’ มากกว่า มีมนุษย์อยู่สองแบบเท่านั้น คือมนุษย์ที่รักสิ่งแวดล้อม ต้องการสังคมยุติธรรม กับมนุษย์ที่หิวกระหายและชอบสงคราม นี่จึงไม่ใช่เรื่องของตะวันออกกับตะวันตก อเมริกันกับอิหร่าน หรือหญิงกับชาย

คุณตั้งใจแสดงให้เห็นสองแง่มุมของปัญหาและมนุษย์ไว้ในหนังสือทั้งสองเล่ม ไม่ว่าจะเป็นตัวคุณเอง ยายของคุณ หรือตัวละครประกอบอื่นๆ
โลกนี้ซับซ้อนมาก ในหนังสือฉันเขียนถึงมูลลาห์ที่ดี คนที่ให้ฉันผ่านการสอบสัมภาษณ์เข้ามหาวิทยาลัย เขารับฉันเข้าเรียน ฉันจึงไม่อาจเขียนว่า มูลลาห์ทั้งหมดไม่ดี เพราะมีคนที่เชื่อในความซื่อสัตย์อยู่ มันง่ายกว่าถ้าจะบอกว่าพวกเขาทั้งหมดเลวร้าย ชีวิตฉันก็คงง่ายขึ้น แต่ทุกอย่างซับซ้อนกว่านั้น มีความดีมากเหลือเกินในความชั่ว และมีความชั่วมากเหลือเกินในความดี

การค้นหาตัวตนในเรื่อง คุณเล่าเรื่องที่เป็นส่วนตัวมากๆ ในการแสดงให้เห็นว่าคุณพยายามลองผิดลองถูกมากมายแค่ไหน โดยไม่รู้สึกว่าใช่สักที ยากไหมกับการย้อนนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้นและเขียนถึงมัน
ยากกว่าเขียนเล่มแรก เพราะเล่มที่สองฉันไม่ไร้เดียงสาอีกต่อไปแล้ว และไม่มีอะไรเป็นแบบอย่างในการตัดสินการกระทำของตัวเอง เรื่องต่างๆ เกิดขึ้น และฉันก็เติบโตเป็นตัวละครที่เล่นตามการตัดสินใจของตัวเอง เล่นละครชีวิตของตัวเอง สิ่งที่ยากคือการพยายามซื่อสัตย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันเล่าเรื่องที่ตัวเองแจ้งความให้องครักษ์ปฏิวัติจับผู้ชายคนหนึ่งเพื่อที่ตัวเองจะไม่โดนจับ เรื่องแบบนี้ไม่น่าภูมิใจเท่าไรนัก แต่นั่นคือการบอกว่า คนเราจะทำอย่างไรเมื่อรู้สึกกลัว เราสามารถทำตัวได้แย่มากๆ

ยายของคุณเป็นศูนย์กลางศีลธรรมในหนังสือทั้งสองเล่ม คุณจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับท่านอีกหรือเปล่า
วันที่ฉันตาย ถ้าคุณเอาหนังสือของฉันทั้งหมดมารวมกัน คุณจะเห็นมหากาพย์ครอบครัว หนังสือเรื่อง Embroidery จะพูดถึงคุณยายเป็นตัวละครหลัก ทุกอย่างจะดำเนินไปรอบๆ เธอ ฉันมีหนังสืออีกเล่มจะออกในฝรั่งเศสในเดือนตุลาคมชื่อ Chicken with Plums เกี่ยวกับลุงของแม่ ฉันปรากฏตัวแค่สองหน้าเท่านั้นแล้วก็หายไป ทำตัวเหมือนฮิตช์ค็อกในภาพยนตร์ของเขาเลย

คุณจบหนังสือเล่มที่สองแบบสั้นๆ ห้วนๆ เหมือนเล่มแรก โดยบรรทัดสุดท้ายพูดถึงครั้งสุดท้ายที่ได้พบยาย และเรื่องก็จบที่สนามบินเหมือนกัน
ฉันเกลียดสนามบิน การกล่าวอำลาเป็นคำที่แย่ที่สุดสำหรับฉัน มันหมายถึงว่าพวกเขาอาจตายจากและฉันจะไม่ได้พบพวกเขาอีก ไม่ว่าใครก็ตาม แม้กระทั่งคนที่ฉันพบแค่หนึ่งชั่วโมง ฉันชอบคำว่าตลอดไปมากกว่า เราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป ฉันจะได้เจอคุณตลอดไป

คุณรู้สึกว่าคุณมีความรับผิดชอบต่อคนอิหร่านหรือไม่ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้น
ใช่ค่ะ ปีที่แล้วมีคนจากแอลเอเสนอว่าอยากทำเรื่องนี้เป็นละครซีรีส์ เหมือนเบเวอร์ลีฮิลล์ แต่เกิดขึ้นในอิหร่าน โดยใช้หนังสือของฉันเป็นพื้นฐาน มีคนหนุ่มสาวมากมาย แล้วก็มีระเบิด ฉันไม่รู้ว่าแนวคิดของการทำแบบนี้คืออะไร แต่พอนึกภาพว่าพวกเขาจะให้เจนนิเฟอร์ โลเปซ มาเล่นเป็นพ่อ มันก็คงวุ่นวายพิลึก ต่อให้พวกเขาจ่ายสองล้านเหรียญ ฉันก็คงไม่รับ เวลาคุณเขียนหนังสือแบบนี้ คุณมีความรับผิดชอบบางอย่าง คุณไม่อาจปล่อยให้ใครต่อใครเอามันไปเปลี่ยนไปพลิกเป็นอย่างอื่นได้

คุณเขียนเป็นภาษาเปอร์เซียบ้างไหม
ก็ไม่ค่อยนะ เพราะว่าอย่างหนังสือ แพร์ซโพลิส ฉันเขียนให้คนอื่นอ่าน ไม่ใช่ให้คนอิหร่าน ถ้าเป็นคนอิหร่านอ่าน ฉันก็ไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย และฉันพูดภาษาฝรั่งเศส ตอนนี้ก็ดีกว่าที่จะเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศส ไม่ใช่เปอร์เซีย ฉันคิดว่าถ้าเป็นภาษาเปอร์เซีย น่าจะมีคนอื่นเขียนได้ดีกว่าฉัน




ทัศนะของมาร์จี้

“สำหรับฉัน การสูบบุหรี่ก็เหมือนการมองดูจิตวิญญาณของตัวเอง มีอะไรบางอย่างที่เป็นกวีเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ จากท่าทางการคีบบุหรี่ จุดบุหรี่ สูบบุหรี่ กลิ่นรสของมัน ฉันชอบทุกอย่างเกี่ยวกับการสูบบุหรี่” เธอไม่เห็นด้วยกับการเลิกความสุขทุกอย่างเพื่อแลกกับการมีชีวิตยืนยาว “เราปฏิเสธทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับความสุข การกิน จากคอเลสเตอรอล การมีเพศสัมพันธ์ จากเอดส์ การสูบบุหรี่ และมะเร็ง สังคมป่วยไข้เท่านั้นที่ปฏิเสธความสุข ทำไมเราต้องมีชีวิตอย่างคนป่วยเพื่อฝังร่างลงในดิน ฉันหวังว่าเลือดเนื้อของฉันจะเน่าเปื่อยจนโลกไม่ต้องการ ทำไมต้องกลัวในเมื่อทุกวันที่เรามีชีวิตอยู่ เราก็ใกล้ความตายเข้าไปหนึ่งวัน”

“ฉันโง่มากตอนอายุยี่สิบ ฉันคิดเลขเก่งมากจนคิดว่าตัวเองฉลาดเป็นกรด แต่ฉันไม่ฉลาดในการใช้ชีวิต ฉันก้าวร้าวเกินไป ตัดสินใจผิดตลอดเวลา เชื่อว่าตัวเองเป็นคนดีทั้งที่จริงๆ ไม่ใช่ คิดว่าตัวเองเป็นคนร้ายกาจทั้งที่จริงๆ ไม่ใช่ ทุกอย่างที่ฉันคิดผิดไปหมด แต่พออายุมากขึ้น อะไรๆ ก็ดีขึ้น”

“ฉันไม่เคยสนใจว่าคนคิดอะไรหรือพูดอะไร นั่นคือจุดเริ่มต้นของอิสรภาพ สิ่งที่ดีที่สุดที่ฉันเคยทำในชีวิตก็คือการถามตัวเองว่า ฉันชอบทุกคนหรือ และคำตอบก็คือไม่ ฉะนั้น ทำไมทุกคนต้องชอบฉันด้วย ถ้ามีคนไม่ชอบฉัน แล้วจะทำไม ฉันก็ไม่ชอบพวกเขาเหมือนกัน”

“ฉันคิดว่าคนที่มองหนังสือของฉันเป็นเรื่องการเมืองต้องไปหาคำตอบเอาเอง พวกเขาจะให้ฉันรับผิดชอบสิ่งที่ฉันไม่ได้ทำได้ยังไง ฉันไม่ได้อยากให้มันเป็นบทเรียนประวัติศาสตร์ การเมือง หรือสังคม ฉันไม่ใช่นักสังคมวิทยา ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ฉันก็เป็นแค่คนคนหนึ่งเท่านั้น และเมื่อคุณเริ่มต้นด้วยคนคนหนึ่ง คนคนนี้จะเป็นสากล ถ้าคุณอยากทำบทเรียนประวัติศาสตร์ หรือการเมือง ก็ไม่มีอะไรที่เป็นสากลน้อยกว่านั้นอีกแล้ว ตอลสตอยเคยบอกว่า ‘ถ้าอยากพูดกับโลกนี้ ให้เขียนเรื่องหมู่บ้านของตัวเอง’”



Jul 21, 2008

แพร์ซโพลิส ๒ - คืนบ้านเกิด

Persepolis 2

ภาพวาดเป็นภาษาสากล เวลาวาดภาพในสถานการณ์ใดออกมา เช่น คนกำลังกลัวหรือมีความสุข ภาพนั้นจะมีความหมายเดียวกันในทุกวัฒนธรรม เราไม่อาจวาดภาพคนร้องไห้และสื่อให้คนในอีกวัฒนธรรมหนึ่งเข้าใจว่าเขากำลังมีความสุข เขาก็จะแสดงออกในลักษณะเดียวกัน นี่คือความตรงไปตรงมาของภาพวาด"-มาร์จอเน่ ซาทราพิ

ในปี 1984 มาร์จอเน่หลีกหนีจากความกดดันของการปกครองภายหลังการปฏิวัติอิสลามและสงครามอิรักเพื่อไปเรียนต่อในเวียนนา ที่นั่น เธอได้เจอกับบททดสอบของชีวิตวัยรุ่นที่ต้องเติบโตห่างจากเพื่อนและครอบครัว หลังจากการต่อสู้กับการแสวงหาความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมต่างถิ่น เธอเดินทางกลับอิหร่านด้วยใจท้อแท้ และต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเองและประเทศของตน จนนำไปสู่การตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต...อีกครั้ง

จากใจกำมะหยี่ :

กรุณาเรียงตามลำดับ!

ท่านผู้อ่านโปรดทราบ

แพร์ซโพลิส ๒ เล่มนี้เป็นตอนต่อจาก แพร์ซโพลิส ๑
หนังสือชุดนี้เป็นเรื่องราวชีวิตของเด็กหญิงชาวอิหร่านผู้หนึ่งตั้งแต่เด็กน้อยจนเติบใหญ่
เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นหล่อหลอมเป็นตัวตนของเธอนั้น ไล่เรียงลำดับอายุตามลำดับเล่ม
หากต้องการเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “นางสาวมาร์จอเน่” ในเล่มนี้อย่างถ่องแท้
ได้โปรดทำความรู้จักกับ “เด็กหญิงมาร์จี้” ในเล่มหนึ่งเสียก่อน


เขาว่ากันว่า :

"เรื่องล่าสุดและหนึ่งในตัวอย่างที่หฤหรรษ์ของงานเขียนยุคโพสต์โมเดิร์นที่กำลังได้รับความนิยม นั่นคืออัตถชีวประวัติในรูปของการ์ตูน...ลายเส้นของซาทราพินั้นคมกล้าและชัดเจน"--เดอะนิวยอร์กไทมส์บุ๊กรีวิว

"ทั้งการบรรยายและลายเส้นก่อเกิดเป็นภาพที่ทรงพลัง สนุกและสะเทือนใจไปกับชีวิตภายใต้การปกครองของเผด็จการ ... ตอนจบทรงพลัง ละมุนละไม ชวนให้น้ำตาซึม" --ชิลเดรน ลิตเทอเรเจอร์

>>> ดาวน์โหลดตัวอย่างไปลองอ่านดู




ผู้เขียน มาร์จอเน่ ซาทราพิ

มาร์จอเน่ ซาทราพิเกิดเมื่อปี 1969 ในเมืองราชท์ ประเทศอิหร่าน เติบโตที่กรุงเตหะราน ก่อนจะเดินทางไปกรุงเวียนนา โดยต่อมาจบการศึกษาด้านศิลปะที่เมืองสตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบัน มาร์จอเนใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงปารีส ออกผลงานภาพประกอบอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังเขียนวรรณกรรมเด็กหลายเล่ม ผลงานภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง Persepolis ที่เธอสร้างร่วมกับแวงซองต์ ปารงโนด์ ได้รับรางวัลจูรีไพรส์ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ และอีกหลายรางวัลทั่วโลก


>> คลิกไปรู้จักกับเธอเพิ่มเติม พร้อมอ่านสัมภาษณ์เจาะใจ

แพร์ซโพลิส ๑ - เรื่องราวเมื่อเยาว์วัย

Persepolis 1

บันทึกความทรงจำขำขัน คมคายและสะเทือนใจ ของมาร์จอเน่ ซาทราพิ นักวาดการ์ตูนหญิงชาวอิหร่าน ผู้ผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงต่างๆในบ้านเกิดเมืองนอนของตน โดยถ่ายทอดประสบการณ์วัยเด็กที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของประเทศออกมาได้อย่างวิเศษ

แพร์ซโพลิส เล่าเรื่องราวผ่านสายตาของเด็กหญิงตัวน้อยผู้ชาญฉลาดและกล้าพูดกล้าคิด เรื่องราวของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่และเป็นเครื่องเตือนใจให้ตระหนักถึงผลของสงครามและการกดขี่ทางการเมือง ทำให้ได้เห็นวิธีดำเนินชีวิตผ่านร้อนผ่านหนาวและความเลวร้ายของชีวิต และสุดท้าย ทำให้หลงรักเด็กน้อยคนนี้จนหมดใจ


- รางวัลสันติภาพ เฟร์นันโด บวยซา (สเปน) ปี 2003
- "เบสต์คอมิกซ์ออฟเดอะเยียร์" ของ ไทมส์
- หนังสือดีของ นิวยอร์กไทมส์

จากใจกำมะหยี่:

สำนักพิมพ์กำมะหยี่จัดพิมพ์หนังสือการ์ตูน (หรือนิยายภาพ หรืออัตชีว-ประวัติเชิงลายเส้น สุดแต่ประสงค์จะเรียกขาน ตามทัศนคติและเหตุผลต่างๆ นานาของท่าน) เล่มนี้ เพราะเราเล็งเห็นถึงความสำคัญของความแตกต่าง

Persepolis ชื่อของหนังสือเล่มนี้ สามารถอ่านออกเสียงได้หลายอย่าง ด้วยเหตุผลและหลักการที่แตกต่างกัน: แปร์เซอโปลิส (ตามการออกเสียงแบบฝรั่งเศส ต้นฉบับแรกเริ่ม) เพิร์สโพลิส (ตามการออกเสียงในภาษาอังกฤษ ภาษาที่ทำให้หนังสือชุดนี้รู้จักแพร่หลายทั่วโลก) เพอร์เซ็พโพลิส (ตามการออกเสียงตามนัยยะทางประวัติ-ศาสตร์ยึดตามภาษากรีก ชนชาติที่เคยเข้าครองนครแห่งนี้) จนถึง แพร์ซโพลิส ที่เราเลือกใช้ตามการออกเสียงของชาวอิหร่านที่เรารู้จัก และเข้าใจว่าแม้แต่คนอิหร่านด้วยกันเองอาจจะมีคนออกเสียงคำๆ นี้ในสำเนียงที่ต่างออกไป

นอกจากชื่อเรื่องแล้ว Persepolis นำเสนอความแตกต่างในหลายมิติ เรื่องราวของผู้คนที่อยู่ในประเทศที่มีสภาพสังคมไม่เหมือนประเทศของเรา เล่าถึงยุคสมัยและเหตุการณ์ที่เราไม่เคยประสบ ผ่านมุมมองของเด็กหญิงผู้กล้าจะแตกต่างจากคนในสังคมของตน

ความแตกต่างอาจเป็นตัวการสร้างความวุ่นวาย เป็นชนวนสงคราม และเป็นข้ออ้างของการลงมือใช้ความรุนแรง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความแตกต่างนำมาซึ่งการสร้างสรรค์ ช่วยขับเคลื่อนให้โลกของเราพัฒนาก้าวหน้า ช่วยเปิดโลกทัศน์เพิ่มพูนความรู้ หากเปิดใจกว้างรับมุมมองและเหตุผลของความแตกต่างนั้นๆ

และผู้ที่จะตัดสินใจว่า จะเลือกมองเจ้าความแตกต่างนี้ในแง่มุมไหน คือ ตัวท่านเอง


เขาว่ากันว่า :

"ซาทราพิทำให้วัยเยาว์ที่เต็มไปด้วยตำรวจลับและสงครามอันยาวนานกลายเป็นการ์ตูนที่ทั้งสนุกและมืดมน"—ซานฟรานซิสโก
ครอนิเคิล

"บันทึกความทรงจำที่ไม่เหมือนใครและสดใหม่ที่สุดแห่งยุค"--ลอสแองเจลิส ไทมส์



>>> ดาวน์โหลดตัวอย่างไปลองอ่านดู





ผู้เขียน มาร์จอเน่ ซาทราพิ

มาร์จอเน่ ซาทราพิเกิดเมื่อปี 1969 ในเมืองราชท์ ประเทศอิหร่าน เติบโตที่กรุงเตหะราน ก่อนจะเดินทางไปกรุงเวียนนา โดยต่อมาจบการศึกษาด้านศิลปะที่เมืองสตราสบูร์ก ประเทศฝรั่งเศส ปัจจุบัน มาร์จอเนใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงปารีส ออกผลงานภาพประกอบอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังเขียนวรรณกรรมเด็กหลายเล่ม ผลงานภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง Persepolis ที่เธอสร้างร่วมกับแวงซองต์ ปารงโนด์ ได้รับรางวัลจูรีไพรส์ จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ และอีกหลายรางวัลทั่วโลก


>> คลิกไปรู้จักกับเธอเพิ่มเติม พร้อมอ่านสัมภาษณ์เจาะใจ