ส่วนหนึ่งของสกู๊ปพิเศษ “บทสัมภาษณ์ มุราคามิ ฮารุกิ ขนาดยาว”คังกาเอรุ ฮิโตะ (thinker)(นิตยสารราย 3 เดือน) ฉบับฤดูร้อน ปี 2010 (วางขายเดือนสิงหาคม)
ผู้สัมภาษณ์ มาซาชิ มัตสึอิเอะ หัวหน้ากองบรรณาธิการ คังกาเอรุ ฮิโตะ ใช้เวลาสัมภาษณ์ถึง 3 วัน !!!
ขอขอบคุณมุทิตา พานิช ผู้มีน้ำใจแปลมาฝากแฟนๆ ชาวไทยของเฮียมูมา ณ ที่นี้ค่ะ
ขอขอบคุณมุทิตา พานิช ผู้มีน้ำใจแปลมาฝากแฟนๆ ชาวไทยของเฮียมูมา ณ ที่นี้ค่ะ
(คลิกไปอ่าน ความเดิมก่อนหน้า ที่มาที่ไปได้ >> ที่นี่ค่ะ)
โลกที่เรียกว่า “1Q84”
--- ฉากบรรยายเรื่องเซ็กซ์ที่อยากถามอีกฉากหนึ่ง คือเซ็กซ์ในกรอบที่เรียกว่าศาสนา มีฉากเซ็กซ์เชิงพิธีกรรมชนิดหนึ่งบรรยายไว้ ซึ่งอาจมีความหมายลึกลงไปถึงด้านมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ( cultural anthropology) และอาจเชื่อมไปถึงการที่อาโอมาเมะตั้งครรภ์โดยไม่ได้มีสัมพันธ์ทางเพศโดยตรงกับเท็งโกะ คุณคิดว่าถ้าไม่จ้องมองไปถึงการนำเอาเรื่องทางเพศแบบนั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง จะไม่สามารถบรรยายภาพศาสนาได้อย่างนั้นหรือ
มุราคามิ ไม่ใช่ เป็นในทางตรงข้ามกันเลย โลก “1Q84” ที่อาโอมาเมะมุดเข้ามา เป็นโลกที่มีสิ่งดึกดำบรรพ์บางอย่างซึมขึ้นมาจากพื้นดิน เมืองโตเกียวในปี 1984 พื้นเป็นคอนกรีตแข็ง เป็นโลกที่ไม่มีอะไรซึมขึ้นมา แต่สถานที่ที่อาโอมาเมะลงบันไดฉุกเฉินไปเป็นโลกที่มีสิ่งที่ว่าค่อยๆ ซึมออกมา เพราะฉะนั้นศาสนาก็ต้องเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับความดึกดำบรรพ์นั้น
โลกของ “1Q84” เรียกได้ว่าเป็นโลกที่ลิตเทิลพีเพิลคืบคลานออกมาจากใต้ดิน ส่วนลิตเทิลพีเพิลคืออะไร ผมเองก็อธิบายไม่ถูก ถ้าคิดแบบคร่าวๆ ว่าเป็นผู้ส่งสารจากโลกใต้ดินก็อาจจะเข้าใจง่ายขึ้น
--- ผมรู้สึกว่าลิตเทิลพีเพิลไม่เกี่ยวกับทั้งศาสนาคริสต์ และก็ไม่เกี่ยวกับศาสนาพุทธ เป็นอะไรที่คล้ายจะเป็นรากเหง้ากว่านั้น ในงานชิ้นก่อนๆ ของคุณว่าไปแล้วจะว่าไม่เคยมีก็ไม่ใช่ อย่างเช่น “ยามิคุโร” ใน แดนฝันปลายขอบฟ้า (Hardboiled Wonderland)
มุราคามิ ใช่แล้ว “ยามิคุโร” เป็นอย่างนั้นจริงๆ ยังมี “ปีศาจเขียว” ที่อยู่ในเล่ม ปีศาจแห่งเล็กซิงตัน (Lexington Ghosts) ด้วย สิ่งที่คืบคลานออกมาจากใต้ดินพวกนี้ พอผมขุดหลุมเพื่อสร้างเรื่องราว มันก็ออกมาเองตามธรรมชาติ
--- ใน ‘1Q84’ มีอาจารย์ด้านมานุษยวิทยาวัฒนธรรมที่ชื่อเอบิสุโนะ และมีการกล่าวถึงหนังสือเรื่อง “The Golden Bough” ของ Frazer รู้สึกว่าสิ่งหนึ่งในอะไรต่อมิอะไรที่คุณโยนเข้าไปหลังเปิดปากทางเรื่องราวให้กว้างขึ้น น่าจะเป็นเรื่องของมานุษยวิทยาวัฒนธรรม
มุราคามิ งานของ Frazer เล่มนั้นผมอ่านเมื่อนานมาแล้ว ที่จริงจำไม่ค่อยได้ แต่อ่าน “Myths to Live By” ของ Joseph Campbell บ่อย ไม่เกี่ยวกับว่ามีประโยชน์กับการเขียนนิยายหรือไม่ อ่านเพราะน่าสนใจดีแค่นั้น

--- ไม่ใช่จากเหตุไปสู่ผล เป็นตรงข้ามสินะครับ ผลทำให้เกิดเหตุ
มุราคามิ ใช่ นี่เป็นการทำงานที่เป็นส่วนตัวอย่างที่สุด ทำแล้วก่อให้เกิดปรากฏการณ์บางอย่าง พอนำไปสู่ผลอย่างหนึ่ง vector (ทิศทางการเคลื่อนที่) ตรงนี้ต้องเป็นสากล ถ้าเขียนเรื่องตามใจชอบแบบตามใจชอบมันก็ไม่เป็นนิยาย ต้องมี vector ที่เป็นสากลจึงจะกลายเป็นผลงานที่มีความหมายได้ แน่นอนว่าการไปถึงตรงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะเขียนได้ดีขนาดไหน หรือเขียนได้สนุกขนาดไหน ถ้า vector ยังตอบไม่ตรงใจ ก็แสดงว่ามันยังไม่ได้ทำหน้าที่ในฐานะเรื่องราวที่ดี นี่อาจจะเป็นสิ่งที่ได้มาแต่กำเนิดในระดับหนึ่ง
--- อาจไม่ใช่สิ่งที่ได้มาจากการเพียรฝึกฝน
มุราคามิ แน่นอนว่าอาจมีบ้างที่ได้จากการเพียรฝึกฝน แต่การกำหนดแกนหลักสำหรับประเมิน vector นั้นยากมาก สุดท้ายแล้วก็ต้องใช้ความรู้สึกวัด หลายครั้งที่เป็นอย่างนั้น นั่นเป็น vector ที่มีแก่นหรือเปล่า หรือว่าแค่ถากผิวๆ อาจพูดอีกอย่างได้ว่าเรื่องราวนั้นมีชีวิตหรือไม่ เป็นเรื่องที่อธิบายเป็นคำพูดได้ไม่ง่าย แต่คนอ่านเขารู้

เพราะฉะนั้นผมจึงยึดเอาการที่ผู้อ่านซื้อผลงานชิ้นถัดไปเป็นหลัก ผู้อ่านเฝ้ารองานของผมออกมา แล้วซื้อต่อไปเรื่อยๆ คิดว่านี่เป็นการพิสูจน์อย่างหนึ่ง แน่นอนว่าไม่ใช่ทั้งหมด แต่ถ้ามีหลักฐานอย่างนั้น ไม่ว่าหนังสือกระดาษจะคงอยู่ต่อไปหรือหนังสืออิเลคทรอนิคส์จะเข้ามาเป็นหลักแทนก็คงไม่เกี่ยวเท่าไหร่ เรื่องเล่าเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นและอยู่มาหลายพันปี มีลมหายใจยาวนานและพลังแข็งแกร่ง ไม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเพียงเพราะอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือเปลี่ยนหรอก
Somerset Maugham เขียนไว้ว่า “ผมไม่เคยเจอนักเขียนคนไหนพูดว่าหนังสือของตัวเองขายไม่ออกเพราะมันไม่น่าสนใจ” (หัวเราะ) เรื่องแบบนี้ก็ไม่เกี่ยวกับตัวอุปกรณ์
ลินคอร์นบอกว่า “คุณอาจหลอกคนทั้งหมดได้ในช่วงเวลาสั้นๆ คุณอาจหลอกคนไม่กี่คนไปตลอดกาลก็ได้ แต่จะหลอกคนทุกคนไปตลอดกาลไม่ได้” ซึ่งคิดว่าจริงสำหรับหนังสือเหมือนกัน ผมเขียนหนังสือต่อเนื่องมาสามสิบปี ซึ่งก็เป็นเวลาที่นานพอดู มีช่วงหนึ่งถึงกับโดนว่า “ทำเป็นจะแต่งงานด้วยเพื่อหลอกเอาเงิน” ยังถูกหลอกกันอยู่หรือเปล่า คนอ่านก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ชื่นชมผลงานด้วย ตอนนี้ไม่ใช่แค่ในญี่ปุ่น แต่แพร่หลายไปทั่วโลก สำหรับผมแล้วเป็นเรื่องที่แทบจะเหลือเชื่อ